เปรียบเทียบการศึกษาไทยกับการศึกษาทั่วโลก

 

เด็กชาติไหนเรียนเก่งที่สุดในโลก? 

สำหรับคะแนนการประเมินผลนักเรียนระดับนานาชาตินี้ เป็นโครงการที่มีชื่อว่า PISA [Program for International Student Asssesment] แปลตรงตัวก็คือโปรแกรมสำหรับประเมินนักเรียนต่างชาติ มีประเทศเข้าร่วมการประเมินทั้งหมด 65 ประเทศ ใช้นักเรียนในการประเมินทั้งหมด 470,000 คน เนื้อหาของการประเมินประกอบด้วย 3 ส่วนคือ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ และตอนนี้ผลการประเมินก็ออกมาเป็นที่เรียบร้อย อยากรู้มั้ยล่ะว่าเด็กไทยของเราคว้าที่เท่าไหร่มา ?

อันดับ 1 จีน(เซี่ยงไฮ้) ได้ที่หนึ่งอย่างไม่ยากเย็นอย่างที่เรารู้ๆ กันว่า ถ้าพูดถึงคนจีนเมื่อไหร่ เราก็จะนึกถึงความขยันกันเป็นอย่างแรก ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานหรือนักเรียนเนี่ยก็จะขยันกันมากๆๆๆ ถ้าใครเคยไปเรียนเมืองนอกแล้วมีคนจีนเรียนอยู่ในคลาสด้วย ทุกคนจะบอกเป็นเสียงเดียวกันเลยค่ะว่าเด็กจีนเก่งมากกกก ถึงไม่เก่งก็ขยันและพยายามสุดๆ ทำไม่ได้ก็จะทำให้ได้ ยังไงก็ต้องได้

อันดับ 2 เกาหลีใต้ นาทีนี้เกาหลีใต้เค้ามาแรงจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องบันเทิง แต่เรื่องการเรียนก็ไม่เป็นรองใคร เพราะการเรียนของเกาหลีใต้เค้าจะมีจุดเด่นที่การเรียนพิเศษ บ้านเราว่าเราเรียนกันหนักแล้ว เกาหลีใต้หนักกว่าเยอะค่ะ การเรียนพิเศษแล้วเลิกเรียน 4-5 ทุ่มถือเป็นเรื่องธรรมดามาก ช่วงสอบยิ่งแล้วใหญ่ เลิกตี 2 ตี 3 กันเป็นว่าเล่น ฟังแล้วก็เหนื่อยแทน แต่เห็นผลประเมินระดับนานาชาติออกมาได้ที่ 2 แบบนี้ ต้องขอคารวะในความอึดจริงๆ

อันดับ 3 ฟินแลนด์ เป็นประเทศที่ หลายๆ คนอาจจะยังไม่คุ้นกันเท่าไหร่ แต่มาคว้าอันดับ 3 ไปอย่างนี้ ไม่ใช่ธรรมดาแล้วล่ะ ที่ฟินแลนด์เนี่ยเค้าจะให้ความสำคัญกับการศึกษามากๆ โดยเริ่มตั้งแต่ชั้นประถม นักเรียนแต่ละห้องจะมีแค่ไม่เกิน 20 คน แล้วจะให้เรียนไม่เกินวันละ 5 ชั่วโมงเท่านั้น (บ้านเรากี่ชั่วโมงหว่า 555) แต่เค้าจะเสริมด้วยกิจกรรมอื่นๆ ที่ช่วยพัฒนาทักษะเด็กแทน เพราะมีความเชื่อว่า เรียนแค่ตัวหนังสือไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้หากิจกรรมมาพัฒนาสมองของเด็กดีกว่า

อันดับ 4 ฮ่องกง-จีน เหตุผลหลักๆ ก็คงไม่ต่างจากอันดับ 1 เพราะเป็นคนจีนเหมือนกัน นอกจากนี้อย่างที่เรารู้ๆ กันก็คือ ฮ่องกงเคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษมาก่อน ดังนั้นอังกฤษจึงวางรากฐานในทุกๆ ด้านให้กับฮ่องกงไว้อย่างดี ดีไม่ดีแค่ไหน การศึกษาฮ่องกงก็ชนะอังกฤษไปแล้วอ่ะ 555 แถมมหาวิทยาลัยของฮ่องกงหลายที่ก็ติดอันดับโลก ขอบอกเลยว่า คนฮ่องกงแทบทุกคนเนี่ยพูดภาษาอังกฤษเก่งมากๆๆๆ แถมคนฮ่องกงบางคนนอกจากจะมีชื่อจีน ก็ยังมีชื่อภาษาอังกฤษด้วยไฮโซได้อีก

อันดับ 5 สิงคโปร์ ที่ประเทศสิงคโปร์ เนี่ยเป็นประเทศที่มีคนจีนอาศัยอยู่เยอะมากๆ ดังนั้นความขยันและพยายามก็เลยตามมาด้วย  ถึงจะเป็นแค่เกาะเล็กๆ แต่การศึกษาของสิงคโปร์ไม่เป็นรองใคร ไม่ว่าจะเป็นระดับมัธยมหรือมหาวิทยาลัย สถาบันหลายๆ แห่งติดอันดับท็อปของเอเชียและระดับโลก โรงเรียนนานาชาติก็มีเยอะแยะมากมาย แต่ละที่ก็น่าเรียนทั้งนั้น

อันดับ 6 แคนาดา

อันดับ 7 นิวซีแลนด์

อันดับ 8 ญี่ปุ่น

อันดับ 9 ออสเตรเลีย

อันดับ 10 เนเธอร์แลนด์

 

อันดับ 50 ไทย

อันดับ 51 ตรินิแดด อันดับ 52 โคลัมเบีย อันดับ 53 บราซิล อันดับ 54 มอนเตเนโกร อันดับ 55 จอร์แดน อันดับ 56 ตูนีเซีย อันดับ 57 อินโดนีเซีย อันดับ 58 อาร์เจนติน่า อันดับ 59 คาซัคสถาน อันดับ 60 แอลบาเนีย อันดับ 61 กาตาร์ อันดับ 62 ปานามา อันดับ 63 เปรู อันดับ 64 อาเซอร์ไบจาน อันดับ 65 คีร์กิจสถาน

ซึ่งนักเรียนจากเซี่ยงไฮ้สามารถเบียดทั้งเกาหลีใต้และฟินแลนด์ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งด้วยคะแนนท็อปสูงสุดทั้ง 3 หมวด ซึ่งแบ่งเป็นคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์ได้ 575 คะแนน, คณิตศาสตร์ 600 คะแนน และความเข้าใจจากการอ่าน 556 คะแนน ขณะที่เด็กเกาหลีใต้ได้คะแนนด้านความเข้าใจเป็นอันดับที่ 2 (539) , คณิตศาสตร์เป็นอันดับที่ 4 (546) และวิทยาศาสตร์ได้คะแนนรวมเฉลี่ยเป็นอันดับที่ 6 (538)

สำหรับไทยอยู่ในอันดับที่ 50 โดยมีคะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านทำความเข้าใจที่ 421 คะแนน, คณิตศาสตร์ 419 คะแนน และวิทยาศาสตร์ 425 คะแนน ซึ่งทั้งหมดอยู่ต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ยของโออีซีดี ที่ 493, 496 และ501 คะแนนตามลำดับ  

ใช่ว่าไทยจะติดอันดับโลกเกือบรั้งท้ายตลอด ไทยเองก็ติดอันดับต้นๆของโลกในเรื่องของการศึกษาด้วยเช่นกัน 

 

จำนวนผู้เรียน >> ติดอันดับ 5 ของโลก

จำนวนผู้เรียนต่อห้อง 40-50คน ยิ่งโรงเรียนไหนมีชื่อเสียง จำนวนนักเรียนก็ยิ่งมาก จะให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางก็ทำได้ยาก นักเรียน เรียนแล้วกลายเป็นหุ่นยนต์ รู้แต่วิธีแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิมๆ แต่คิดไม่เป็น ถ้าโรงเรียนทุกโรงเรียนสอนเหมือนกันหมด ครูผู้สอนก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น ถ้าเป็นเช่นนั้น คัดเลือกครูที่เก่งที่สุดในประเทศ มาสอนแล้วอัดเป็นวีดิโอ สอนเหมือนกันหมดทั่วประเทศไม่ดีกว่าหรือ          

 

อาจารย์ไทย >> อายุเฉลี่ยของอาจารย์ไทย สูงเป็น อันดับที่ 2ของโลก

 

เวลาที่นักเรียนใช้ในห้องเรียน >> อันดับ 1ของโลก

นักเรียนไทย ใช้เวลาในห้องเรียน มากที่สุด เป็นอันดับ 1ของโลก ทั้งเรียนในห้อง ไปกวดวิชา ท่องหนังสือหลังจากกลับมาบ้าน ท่องได้หมด ทำข้อสอบได้คะแนนสูง แต่มันเป็นสิ่งหลอกลวง มารู้ตัวตอนที่เล่นไพ่แพ้เด็กหลังห้อง เกรดจึงไม่ใช่สิ่งวัดว่าใครเก่ง หรือไม่เก่ง ไม่น่าแปลกใจที่เราใช้เวลาในห้องเรียนมากที่สุด โรงเรียนเลยหลายเป็นสิ่งน่าเบื่อ ไม่มีเด็กคนไหนดีใจที่ได้ไปเรียน หรือเสียใจที่มีวันหยุด ไม่ต้องไปเรียน ในห้องเรียนจึงเป็นที่ที่คนสองพวกมาพบกัน คือ พวกหนึ่ง คือพวกไม่อยากสอน สอนทั้งวัน สอนเหมือนเดิมมาตลอด 10ปี อีกพวกหนึ่งคือพวกไม่อยากเรียน โดนบังคับให้มาเรียน ดร.วิริยะ กล่าวอีกว่า หากได้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน จะให้โรงเรียนเลิกบ่ายโมง จำนวนนักเรียนห้องละ 25คน ใส่ชุดอะไรก็ได้ไปเรียน ไม่เช็คเวลาเรียน เพราะหากนักเรียนรู้สึกว่าถูกบังคับให้มาเรียน ปัญญาก็จะไม่เกิด ถ้าเวลาในการเรียนในห้องน้อย เด็กยิ่งอยากเรียนมาก เมื่อเรียนในห้องรู้สึกว่าน้อย เค้าจะไปตั้งกลุ่มตามความสนใจของเค้า เราตั้งโจทย์ไป เด็กก็จะค้นหาคำตอบ เค้าก็จะได้เรียนรู้ ถ้าเค้าไม่อยากเรียน ก็ไม่ต้องเรียน เพราะเค้าไม่ได้อยากรู้ จะไปบังคับให้เค้าอยากรู้ทำไม บางสิ่งบางอย่างไม่จำเป็นในการใช้ในชีวิต  ตัวอย่างเช่น การหาพื้นที่วงกลม พายอาร์กำลังสอง หรือนักวอลเลย์ก็ไม่ต้องคำนวณว่าจะตีด้วยแรงกี่นิวตัน ถึงจะตีข้ามเน็ต แต่หากบางคนต้องใช้ ก็ต้องเรียน ไม่จำเป็นต้องเรียนทุกคน แล้วแต่ว่าจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องอะไร ก็เรียนเฉพาะเรื่องนั้น นั่นคือ ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

 

 

ในขณะเดียวกันทางเดลินิวส์เองก็ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมว่า 

 

นักวิจัยนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ  สนับสุนโดยสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  กล่าวว่า ประเทศไทยถูกจัดลำดับที่มีเวลาเรียนที่เยอะที่สุดในโลก เมื่อรองมาจากประเทศญี่ปุ่น เหตุที่เรียนหนักจึงส่งผลทำให้มีเด็กไทยต้องออกกลางคันจำนวนปีละ  900.000  คน ต่อปีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี และมีปัญหาตั้งครรภ์ ก่อนวัยอันควรจำนวน 1.500.000 คน ใน 2 ปีที่ผ่านมา  และยังมีเยาวชนติดโรค HIV จำนวน 1.358.000 คนใน 3 ปี  และจะเพิ่มขึ้นทุกปี และมีค่าเรียนที่แพงจนมีเด็กไทยหลายคนเลือกทำอาชีพที่ผิดกฎหมายกันมากขึ้นจำนวน 386.250 คนต่อปี

เด็กที่ประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย เช่น ขายตัว ค้าขายเสพติด เป็นต้น สาเหตุที่เด็กทำผิด เฉพาะต้องการหาเงินเป็นค่าเรียน และการเรียนพบว่าเด็กไทยมีเวลาเรียนวันละ 8-10 คาบต่อวัน แต่มีเด็กจำนวนไม่น้อยไม่อยากเรียนหนังสือเพราะเบื่อหน่าย และที่น่าเป็นห่วงที่สุด เด็กจำนวนร้อยละ 87 มีเวลาพูดคุยกับพ่อแม่วันละ 10 นาทีจึงทำให้เด็กไม่มีเวลาได้บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ จึงทำให้พ่อแม่ไม่รู้ชีวิตความเป็นอยู่ในโงเรียนของเด็กเลย หรือน้อยมาก และพบอีกว่าเนื้อหารายวิชาต่างๆ  มีแต่เนื้อหาที่มีความรู้แต่ไม่มีศิลธรรม จึงทำให้เด็กกลายเป็นคนขาดศิลธรรม ไม่รู้จักเสียสละ ไม่รู้จักทำเพื่อส่วนรวมเพื่อผู้อื่น  และกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวในที่สุด เมื่อเด็กจบไปเด็กอาจใช้ความรู้ที่มีมาก่อน นำไปใช้ในทางที่ผิดศิลธรรมในที่สุดได้เช่นกัน 

และมีเด็กไทยตั้งแต่  7 -20  ปีที่ต้องฆ่าตัวตายด้วยผลการเรียนตกตํ่า หรือสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ที่น่าตกใจมีจำนวนที่เด็กไทยที่ฆ่าตัวตายปีละ 300.000 คนต่อ อีกปัญหาหนึ่งคือ จำนวนนักเรียนในห้องเรียนมากเกินไป ตามมาตรฐานการศึกษาจำนวนนักเรียนต่อห้องไม่ควรเกิน  30  คน

"คำพูดที่สรุปภาพของการศึกษาไทยได้อย่างเจ็บแสบว่าเป็นแบบ "ลู่วิ่งเดี่ยวปลายตีบ" เด็กทั้งประเทศเหมือนกำลังวิ่งอยู่บนลู่วิ่งที่แข่งขันด้านความเป็นเลิศทาง วิชาการ แต่ยิ่งวิ่ง ปลายลู่ยิ่งตีบ เด็กส่วนใหญ่พ่ายแพ้ ต้องหล่นออกจากลู่ มีน้อยคนเท่านั้นที่วิ่งชนะ สภาพเช่นนี้บั่นทอนคุณภาพชีวิตของเด็กๆ ทุกคน ถ้าวันนี้ถ้าระบบการศึกษาไทยยังไม่เปลี่ยน ก็เดินหน้าต่อไปไม่ได้"

 

 

น่าแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่เด็กไทยเรียนหนักเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่เรียนเก่งเป็นอันดับที่ 50 จาก 65 ประเทศทั่วโลก นี่ไม่ได้สะท้อนเหตุผลที่น่าสนใจหรือว่า ระบบการศึกษาไทยมีปัญหา และรัฐบาลเองก็ควรเร่งแก้ไขและพัฒนาระบบการศึกษาของไทยได้แล้ว ??

 

 

 

แล้วอะไรล่ะคือสาเหตุของปัญหาที่ทำให้การศึกษาไทยแย่ลงขนาดนี้? 

 

 

จากผลการทดสอบระดับชาติของนักเรียนไทย ผลการทดสอบสะท้อนให้เห็นว่า ผลการสอบของนักเรียนไทยโดยภาพรวมมีแนวโน้มตกต่ำลงโดยตลอด นับเป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวลอย่างยิ่ง คำถามที่ตามมามีประเด็นที่น่าสนใจว่า - ทำไมรัฐลงทุนกับการศึกษามาเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด ทำไมผลการศึกษาจึงสะท้อนถึงความอ่อนด้อยด้านประสิทธิภาพต่ำลงเรื่อยๆ 

ประเด็นแรก การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง เชื่อว่า ปัญหาที่จะคงอยู่ต่อไปอีก คือ ปัญหาการจัดการเรียนการสอนแบบยึดผู้เรียนเป็นสำคัญยังจะไม่บรรลุเป้าหมายอย่างแท้จริง เพราะหากระบบการผลิตและพัฒนาครู ทั้งครูใหม่และครูเก่า ไม่สามารถเปลี่ยนกระบวนทัศน์รวมถึงความเชื่อของครูและผู้บริหารการศึกษา ให้เข้าใจและยอมรับว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนรู้ด้วยตนเองให้มากขึ้น ออกแบบกิจกรรมที่มองเห็นและเข้าใจในศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในตัวนักเรียน เพียงแต่รอ "ครูมืออาชีพ" ที่จะจัดกิจกรรมที่เชื่อมั่นในศักยภาพว่านักเรียนเรียนรู้เองได้ โดยไม่จำเป็นต้องมานั่งฟังครูพูดให้ฟังบ้าง บ่นให้ฟังบ้าง ขังลืมไว้ในห้องเรียนเพราะครูไปประชุม ฯลฯ

ประเด็นที่สอง สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ) เป็นหน่วยงานทางวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในการออกข้อสอบ โดยไม่ต้องสงสัยเลยว่า ข้อสอบมันยากไปหรือเปล่า ข้อสอบมันดีจริงหรือเปล่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้่ ผมอยากจะให้ท่านเชื่อได้เลยว่า เรื่องนี้เป็นวิชาการที่มันสามารถพิสูจน์ได้ ตรวจสอบได้ด้วยหลักวิชาการอย่างมีระบบ แต่สิ่งที่เป็นประเด็นปัญหาสำคัญ คือ สทศ.ออกข้อสอบโดยยึดหลักสูตรแกนกลาง โดยเน้นการวัดในสิ่งที่เป็น ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง (Learning Outcome) ซึ่งเป็นสมรรถนะในระดับสูง ที่ไม่ใช่เพียงแค่การเรียนรู้ในระดับธรรมดา แต่การจัดการเรียนการสอนของครู ยังไม่สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สามารถพัฒนาสมรรถนะในระดับสูงให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนได้ เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การตัดสินใจแก้ปัญหาโดยใช้ข้อมูลอย่างรอบด้าน ฯลฯ ดังนั้น เมื่อครูจัดการเรียนการสอนในระดับที่ไม่บรรลุตามหลักสูตรแกนกลาง แต่ สทศ.ในฐานะนักวิชาการวัดผลที่ออกข้อสอบอย่างมืออาชีพ แน่นอนผลการทดสอบย่อมสะท้อนผลการวัดที่แท้จริงออกมาได้อย่างแน่นอน นี่คือ ความจริงที่ไม่น่าจะต้องกลับไปตั้งข้อสังเกตว่า สทศ.ออกข้อสอบยากไปไหม

ประเด็นที่สาม มีข้อสังเกตอีกประการ คือ ทุกวันนี้ มีครูประจำการจำนวนมากที่ได้การเลื่อนวิทยะฐานะกันมากมาย ประเทศต้องจ่ายเงินค่าตำแหน่งมากมาย แต่ผลลัพธ์ที่สะท้อนความเป็นครูมืออาชีพ ยัง "ไม่สมราคา" ยิ่งระหว่างทำผลงานวิทยะฐานะ ครูจะมุ่ง ทุ่มเททำแต่ผลงาน ซึ่งจริงงานจะต้องเกิดจากการพัฒนานักเรียน แต่นี่ไม่ไช่ การณ์กลับเป็นครูยิ่งเลื่อนวิทยะฐานะมากมาย ครูกลับสอนแย่ลง ครูทิ้งชั้นเรียน สิ่งที่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องเร่งแก้ปัญหาหรือผ่าตัดใหญ่ นอกเหนือจากการทำผลงานก็มีการลอกกัน จ้างกันทำ มุ่งแต่ "เงิน" แต่ไม่ตอบโจทย์คุณภาพเลย

ทำอย่างไรปัญหานี้จะหมดไป กระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คนใหม่ จะมีกลยุทธ์ที่เฉียบคมเพียงใด คงต้องรอและนับเป็นกรรมของประเทศไทย รัฐมนตรีก็เปลี่ยนตัว เปลี่ยนแนวคิด ไม่เคยมีความต่อเนื่องทางนโยบายเท่าที่ควร หากนโยบายดีก็ทำได้แค่สั้นๆ เฝ้ารอกันต่อไป

 

 

 

ตัวอย่างปัญหาการจัดการศึกษาของไทยเปรียบเทียบกับประเทศอื่น :รายงานสภาวะการศึกษาปี 52-53 

 

ปัญหาการจัดการจัดการศึกษาของไทยมีหลายด้าน ทั้งที่เป็นปัญหาเห็นได้ชัดในตัวเองและโดยการเปรียบเทียบกับประเทศอื่น บทนี้เป็นการเสนอสถิติข้อมูลในเชิงวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบกับประเทศอื่นเพื่อช