เปรียบเทียบการศึกษาไทยกับการศึกษาทั่วโลก

 

เด็กชาติไหนเรียนเก่งที่สุดในโลก? 

สำหรับคะแนนการประเมินผลนักเรียนระดับนานาชาตินี้ เป็นโครงการที่มีชื่อว่า PISA [Program for International Student Asssesment] แปลตรงตัวก็คือโปรแกรมสำหรับประเมินนักเรียนต่างชาติ มีประเทศเข้าร่วมการประเมินทั้งหมด 65 ประเทศ ใช้นักเรียนในการประเมินทั้งหมด 470,000 คน เนื้อหาของการประเมินประกอบด้วย 3 ส่วนคือ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ และตอนนี้ผลการประเมินก็ออกมาเป็นที่เรียบร้อย อยากรู้มั้ยล่ะว่าเด็กไทยของเราคว้าที่เท่าไหร่มา ?

อันดับ 1 จีน(เซี่ยงไฮ้) ได้ที่หนึ่งอย่างไม่ยากเย็นอย่างที่เรารู้ๆ กันว่า ถ้าพูดถึงคนจีนเมื่อไหร่ เราก็จะนึกถึงความขยันกันเป็นอย่างแรก ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานหรือนักเรียนเนี่ยก็จะขยันกันมากๆๆๆ ถ้าใครเคยไปเรียนเมืองนอกแล้วมีคนจีนเรียนอยู่ในคลาสด้วย ทุกคนจะบอกเป็นเสียงเดียวกันเลยค่ะว่าเด็กจีนเก่งมากกกก ถึงไม่เก่งก็ขยันและพยายามสุดๆ ทำไม่ได้ก็จะทำให้ได้ ยังไงก็ต้องได้

อันดับ 2 เกาหลีใต้ นาทีนี้เกาหลีใต้เค้ามาแรงจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องบันเทิง แต่เรื่องการเรียนก็ไม่เป็นรองใคร เพราะการเรียนของเกาหลีใต้เค้าจะมีจุดเด่นที่การเรียนพิเศษ บ้านเราว่าเราเรียนกันหนักแล้ว เกาหลีใต้หนักกว่าเยอะค่ะ การเรียนพิเศษแล้วเลิกเรียน 4-5 ทุ่มถือเป็นเรื่องธรรมดามาก ช่วงสอบยิ่งแล้วใหญ่ เลิกตี 2 ตี 3 กันเป็นว่าเล่น ฟังแล้วก็เหนื่อยแทน แต่เห็นผลประเมินระดับนานาชาติออกมาได้ที่ 2 แบบนี้ ต้องขอคารวะในความอึดจริงๆ

อันดับ 3 ฟินแลนด์ เป็นประเทศที่ หลายๆ คนอาจจะยังไม่คุ้นกันเท่าไหร่ แต่มาคว้าอันดับ 3 ไปอย่างนี้ ไม่ใช่ธรรมดาแล้วล่ะ ที่ฟินแลนด์เนี่ยเค้าจะให้ความสำคัญกับการศึกษามากๆ โดยเริ่มตั้งแต่ชั้นประถม นักเรียนแต่ละห้องจะมีแค่ไม่เกิน 20 คน แล้วจะให้เรียนไม่เกินวันละ 5 ชั่วโมงเท่านั้น (บ้านเรากี่ชั่วโมงหว่า 555) แต่เค้าจะเสริมด้วยกิจกรรมอื่นๆ ที่ช่วยพัฒนาทักษะเด็กแทน เพราะมีความเชื่อว่า เรียนแค่ตัวหนังสือไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้หากิจกรรมมาพัฒนาสมองของเด็กดีกว่า

อันดับ 4 ฮ่องกง-จีน เหตุผลหลักๆ ก็คงไม่ต่างจากอันดับ 1 เพราะเป็นคนจีนเหมือนกัน นอกจากนี้อย่างที่เรารู้ๆ กันก็คือ ฮ่องกงเคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษมาก่อน ดังนั้นอังกฤษจึงวางรากฐานในทุกๆ ด้านให้กับฮ่องกงไว้อย่างดี ดีไม่ดีแค่ไหน การศึกษาฮ่องกงก็ชนะอังกฤษไปแล้วอ่ะ 555 แถมมหาวิทยาลัยของฮ่องกงหลายที่ก็ติดอันดับโลก ขอบอกเลยว่า คนฮ่องกงแทบทุกคนเนี่ยพูดภาษาอังกฤษเก่งมากๆๆๆ แถมคนฮ่องกงบางคนนอกจากจะมีชื่อจีน ก็ยังมีชื่อภาษาอังกฤษด้วยไฮโซได้อีก

อันดับ 5 สิงคโปร์ ที่ประเทศสิงคโปร์ เนี่ยเป็นประเทศที่มีคนจีนอาศัยอยู่เยอะมากๆ ดังนั้นความขยันและพยายามก็เลยตามมาด้วย  ถึงจะเป็นแค่เกาะเล็กๆ แต่การศึกษาของสิงคโปร์ไม่เป็นรองใคร ไม่ว่าจะเป็นระดับมัธยมหรือมหาวิทยาลัย สถาบันหลายๆ แห่งติดอันดับท็อปของเอเชียและระดับโลก โรงเรียนนานาชาติก็มีเยอะแยะมากมาย แต่ละที่ก็น่าเรียนทั้งนั้น

อันดับ 6 แคนาดา

อันดับ 7 นิวซีแลนด์

อันดับ 8 ญี่ปุ่น

อันดับ 9 ออสเตรเลีย

อันดับ 10 เนเธอร์แลนด์

 

อันดับ 50 ไทย

อันดับ 51 ตรินิแดด อันดับ 52 โคลัมเบีย อันดับ 53 บราซิล อันดับ 54 มอนเตเนโกร อันดับ 55 จอร์แดน อันดับ 56 ตูนีเซีย อันดับ 57 อินโดนีเซีย อันดับ 58 อาร์เจนติน่า อันดับ 59 คาซัคสถาน อันดับ 60 แอลบาเนีย อันดับ 61 กาตาร์ อันดับ 62 ปานามา อันดับ 63 เปรู อันดับ 64 อาเซอร์ไบจาน อันดับ 65 คีร์กิจสถาน

ซึ่งนักเรียนจากเซี่ยงไฮ้สามารถเบียดทั้งเกาหลีใต้และฟินแลนด์ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งด้วยคะแนนท็อปสูงสุดทั้ง 3 หมวด ซึ่งแบ่งเป็นคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์ได้ 575 คะแนน, คณิตศาสตร์ 600 คะแนน และความเข้าใจจากการอ่าน 556 คะแนน ขณะที่เด็กเกาหลีใต้ได้คะแนนด้านความเข้าใจเป็นอันดับที่ 2 (539) , คณิตศาสตร์เป็นอันดับที่ 4 (546) และวิทยาศาสตร์ได้คะแนนรวมเฉลี่ยเป็นอันดับที่ 6 (538)

สำหรับไทยอยู่ในอันดับที่ 50 โดยมีคะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านทำความเข้าใจที่ 421 คะแนน, คณิตศาสตร์ 419 คะแนน และวิทยาศาสตร์ 425 คะแนน ซึ่งทั้งหมดอยู่ต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ยของโออีซีดี ที่ 493, 496 และ501 คะแนนตามลำดับ  

ใช่ว่าไทยจะติดอันดับโลกเกือบรั้งท้ายตลอด ไทยเองก็ติดอันดับต้นๆของโลกในเรื่องของการศึกษาด้วยเช่นกัน 

 

จำนวนผู้เรียน >> ติดอันดับ 5 ของโลก

จำนวนผู้เรียนต่อห้อง 40-50คน ยิ่งโรงเรียนไหนมีชื่อเสียง จำนวนนักเรียนก็ยิ่งมาก จะให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางก็ทำได้ยาก นักเรียน เรียนแล้วกลายเป็นหุ่นยนต์ รู้แต่วิธีแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิมๆ แต่คิดไม่เป็น ถ้าโรงเรียนทุกโรงเรียนสอนเหมือนกันหมด ครูผู้สอนก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น ถ้าเป็นเช่นนั้น คัดเลือกครูที่เก่งที่สุดในประเทศ มาสอนแล้วอัดเป็นวีดิโอ สอนเหมือนกันหมดทั่วประเทศไม่ดีกว่าหรือ          

 

อาจารย์ไทย >> อายุเฉลี่ยของอาจารย์ไทย สูงเป็น อันดับที่ 2ของโลก

 

เวลาที่นักเรียนใช้ในห้องเรียน >> อันดับ 1ของโลก

นักเรียนไทย ใช้เวลาในห้องเรียน มากที่สุด เป็นอันดับ 1ของโลก ทั้งเรียนในห้อง ไปกวดวิชา ท่องหนังสือหลังจากกลับมาบ้าน ท่องได้หมด ทำข้อสอบได้คะแนนสูง แต่มันเป็นสิ่งหลอกลวง มารู้ตัวตอนที่เล่นไพ่แพ้เด็กหลังห้อง เกรดจึงไม่ใช่สิ่งวัดว่าใครเก่ง หรือไม่เก่ง ไม่น่าแปลกใจที่เราใช้เวลาในห้องเรียนมากที่สุด โรงเรียนเลยหลายเป็นสิ่งน่าเบื่อ ไม่มีเด็กคนไหนดีใจที่ได้ไปเรียน หรือเสียใจที่มีวันหยุด ไม่ต้องไปเรียน ในห้องเรียนจึงเป็นที่ที่คนสองพวกมาพบกัน คือ พวกหนึ่ง คือพวกไม่อยากสอน สอนทั้งวัน สอนเหมือนเดิมมาตลอด 10ปี อีกพวกหนึ่งคือพวกไม่อยากเรียน โดนบังคับให้มาเรียน ดร.วิริยะ กล่าวอีกว่า หากได้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน จะให้โรงเรียนเลิกบ่ายโมง จำนวนนักเรียนห้องละ 25คน ใส่ชุดอะไรก็ได้ไปเรียน ไม่เช็คเวลาเรียน เพราะหากนักเรียนรู้สึกว่าถูกบังคับให้มาเรียน ปัญญาก็จะไม่เกิด ถ้าเวลาในการเรียนในห้องน้อย เด็กยิ่งอยากเรียนมาก เมื่อเรียนในห้องรู้สึกว่าน้อย เค้าจะไปตั้งกลุ่มตามความสนใจของเค้า เราตั้งโจทย์ไป เด็กก็จะค้นหาคำตอบ เค้าก็จะได้เรียนรู้ ถ้าเค้าไม่อยากเรียน ก็ไม่ต้องเรียน เพราะเค้าไม่ได้อยากรู้ จะไปบังคับให้เค้าอยากรู้ทำไม บางสิ่งบางอย่างไม่จำเป็นในการใช้ในชีวิต  ตัวอย่างเช่น การหาพื้นที่วงกลม พายอาร์กำลังสอง หรือนักวอลเลย์ก็ไม่ต้องคำนวณว่าจะตีด้วยแรงกี่นิวตัน ถึงจะตีข้ามเน็ต แต่หากบางคนต้องใช้ ก็ต้องเรียน ไม่จำเป็นต้องเรียนทุกคน แล้วแต่ว่าจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องอะไร ก็เรียนเฉพาะเรื่องนั้น นั่นคือ ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

 

 

ในขณะเดียวกันทางเดลินิวส์เองก็ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมว่า 

 

นักวิจัยนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ  สนับสุนโดยสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  กล่าวว่า ประเทศไทยถูกจัดลำดับที่มีเวลาเรียนที่เยอะที่สุดในโลก เมื่อรองมาจากประเทศญี่ปุ่น เหตุที่เรียนหนักจึงส่งผลทำให้มีเด็กไทยต้องออกกลางคันจำนวนปีละ  900.000  คน ต่อปีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี และมีปัญหาตั้งครรภ์ ก่อนวัยอันควรจำนวน 1.500.000 คน ใน 2 ปีที่ผ่านมา  และยังมีเยาวชนติดโรค HIV จำนวน 1.358.000 คนใน 3 ปี  และจะเพิ่มขึ้นทุกปี และมีค่าเรียนที่แพงจนมีเด็กไทยหลายคนเลือกทำอาชีพที่ผิดกฎหมายกันมากขึ้นจำนวน 386.250 คนต่อปี

เด็กที่ประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย เช่น ขายตัว ค้าขายเสพติด เป็นต้น สาเหตุที่เด็กทำผิด เฉพาะต้องการหาเงินเป็นค่าเรียน และการเรียนพบว่าเด็กไทยมีเวลาเรียนวันละ 8-10 คาบต่อวัน แต่มีเด็กจำนวนไม่น้อยไม่อยากเรียนหนังสือเพราะเบื่อหน่าย และที่น่าเป็นห่วงที่สุด เด็กจำนวนร้อยละ 87 มีเวลาพูดคุยกับพ่อแม่วันละ 10 นาทีจึงทำให้เด็กไม่มีเวลาได้บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ จึงทำให้พ่อแม่ไม่รู้ชีวิตความเป็นอยู่ในโงเรียนของเด็กเลย หรือน้อยมาก และพบอีกว่าเนื้อหารายวิชาต่างๆ  มีแต่เนื้อหาที่มีความรู้แต่ไม่มีศิลธรรม จึงทำให้เด็กกลายเป็นคนขาดศิลธรรม ไม่รู้จักเสียสละ ไม่รู้จักทำเพื่อส่วนรวมเพื่อผู้อื่น  และกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวในที่สุด เมื่อเด็กจบไปเด็กอาจใช้ความรู้ที่มีมาก่อน นำไปใช้ในทางที่ผิดศิลธรรมในที่สุดได้เช่นกัน 

และมีเด็กไทยตั้งแต่  7 -20  ปีที่ต้องฆ่าตัวตายด้วยผลการเรียนตกตํ่า หรือสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ที่น่าตกใจมีจำนวนที่เด็กไทยที่ฆ่าตัวตายปีละ 300.000 คนต่อ อีกปัญหาหนึ่งคือ จำนวนนักเรียนในห้องเรียนมากเกินไป ตามมาตรฐานการศึกษาจำนวนนักเรียนต่อห้องไม่ควรเกิน  30  คน

"คำพูดที่สรุปภาพของการศึกษาไทยได้อย่างเจ็บแสบว่าเป็นแบบ "ลู่วิ่งเดี่ยวปลายตีบ" เด็กทั้งประเทศเหมือนกำลังวิ่งอยู่บนลู่วิ่งที่แข่งขันด้านความเป็นเลิศทาง วิชาการ แต่ยิ่งวิ่ง ปลายลู่ยิ่งตีบ เด็กส่วนใหญ่พ่ายแพ้ ต้องหล่นออกจากลู่ มีน้อยคนเท่านั้นที่วิ่งชนะ สภาพเช่นนี้บั่นทอนคุณภาพชีวิตของเด็กๆ ทุกคน ถ้าวันนี้ถ้าระบบการศึกษาไทยยังไม่เปลี่ยน ก็เดินหน้าต่อไปไม่ได้"

 

 

น่าแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่เด็กไทยเรียนหนักเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่เรียนเก่งเป็นอันดับที่ 50 จาก 65 ประเทศทั่วโลก นี่ไม่ได้สะท้อนเหตุผลที่น่าสนใจหรือว่า ระบบการศึกษาไทยมีปัญหา และรัฐบาลเองก็ควรเร่งแก้ไขและพัฒนาระบบการศึกษาของไทยได้แล้ว ??

 

 

 

แล้วอะไรล่ะคือสาเหตุของปัญหาที่ทำให้การศึกษาไทยแย่ลงขนาดนี้? 

 

 

จากผลการทดสอบระดับชาติของนักเรียนไทย ผลการทดสอบสะท้อนให้เห็นว่า ผลการสอบของนักเรียนไทยโดยภาพรวมมีแนวโน้มตกต่ำลงโดยตลอด นับเป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวลอย่างยิ่ง คำถามที่ตามมามีประเด็นที่น่าสนใจว่า - ทำไมรัฐลงทุนกับการศึกษามาเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด ทำไมผลการศึกษาจึงสะท้อนถึงความอ่อนด้อยด้านประสิทธิภาพต่ำลงเรื่อยๆ 

ประเด็นแรก การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง เชื่อว่า ปัญหาที่จะคงอยู่ต่อไปอีก คือ ปัญหาการจัดการเรียนการสอนแบบยึดผู้เรียนเป็นสำคัญยังจะไม่บรรลุเป้าหมายอย่างแท้จริง เพราะหากระบบการผลิตและพัฒนาครู ทั้งครูใหม่และครูเก่า ไม่สามารถเปลี่ยนกระบวนทัศน์รวมถึงความเชื่อของครูและผู้บริหารการศึกษา ให้เข้าใจและยอมรับว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนรู้ด้วยตนเองให้มากขึ้น ออกแบบกิจกรรมที่มองเห็นและเข้าใจในศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในตัวนักเรียน เพียงแต่รอ "ครูมืออาชีพ" ที่จะจัดกิจกรรมที่เชื่อมั่นในศักยภาพว่านักเรียนเรียนรู้เองได้ โดยไม่จำเป็นต้องมานั่งฟังครูพูดให้ฟังบ้าง บ่นให้ฟังบ้าง ขังลืมไว้ในห้องเรียนเพราะครูไปประชุม ฯลฯ

ประเด็นที่สอง สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ) เป็นหน่วยงานทางวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในการออกข้อสอบ โดยไม่ต้องสงสัยเลยว่า ข้อสอบมันยากไปหรือเปล่า ข้อสอบมันดีจริงหรือเปล่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้่ ผมอยากจะให้ท่านเชื่อได้เลยว่า เรื่องนี้เป็นวิชาการที่มันสามารถพิสูจน์ได้ ตรวจสอบได้ด้วยหลักวิชาการอย่างมีระบบ แต่สิ่งที่เป็นประเด็นปัญหาสำคัญ คือ สทศ.ออกข้อสอบโดยยึดหลักสูตรแกนกลาง โดยเน้นการวัดในสิ่งที่เป็น ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง (Learning Outcome) ซึ่งเป็นสมรรถนะในระดับสูง ที่ไม่ใช่เพียงแค่การเรียนรู้ในระดับธรรมดา แต่การจัดการเรียนการสอนของครู ยังไม่สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สามารถพัฒนาสมรรถนะในระดับสูงให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนได้ เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การตัดสินใจแก้ปัญหาโดยใช้ข้อมูลอย่างรอบด้าน ฯลฯ ดังนั้น เมื่อครูจัดการเรียนการสอนในระดับที่ไม่บรรลุตามหลักสูตรแกนกลาง แต่ สทศ.ในฐานะนักวิชาการวัดผลที่ออกข้อสอบอย่างมืออาชีพ แน่นอนผลการทดสอบย่อมสะท้อนผลการวัดที่แท้จริงออกมาได้อย่างแน่นอน นี่คือ ความจริงที่ไม่น่าจะต้องกลับไปตั้งข้อสังเกตว่า สทศ.ออกข้อสอบยากไปไหม

ประเด็นที่สาม มีข้อสังเกตอีกประการ คือ ทุกวันนี้ มีครูประจำการจำนวนมากที่ได้การเลื่อนวิทยะฐานะกันมากมาย ประเทศต้องจ่ายเงินค่าตำแหน่งมากมาย แต่ผลลัพธ์ที่สะท้อนความเป็นครูมืออาชีพ ยัง "ไม่สมราคา" ยิ่งระหว่างทำผลงานวิทยะฐานะ ครูจะมุ่ง ทุ่มเททำแต่ผลงาน ซึ่งจริงงานจะต้องเกิดจากการพัฒนานักเรียน แต่นี่ไม่ไช่ การณ์กลับเป็นครูยิ่งเลื่อนวิทยะฐานะมากมาย ครูกลับสอนแย่ลง ครูทิ้งชั้นเรียน สิ่งที่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องเร่งแก้ปัญหาหรือผ่าตัดใหญ่ นอกเหนือจากการทำผลงานก็มีการลอกกัน จ้างกันทำ มุ่งแต่ "เงิน" แต่ไม่ตอบโจทย์คุณภาพเลย

ทำอย่างไรปัญหานี้จะหมดไป กระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คนใหม่ จะมีกลยุทธ์ที่เฉียบคมเพียงใด คงต้องรอและนับเป็นกรรมของประเทศไทย รัฐมนตรีก็เปลี่ยนตัว เปลี่ยนแนวคิด ไม่เคยมีความต่อเนื่องทางนโยบายเท่าที่ควร หากนโยบายดีก็ทำได้แค่สั้นๆ เฝ้ารอกันต่อไป

 

 

 

ตัวอย่างปัญหาการจัดการศึกษาของไทยเปรียบเทียบกับประเทศอื่น :รายงานสภาวะการศึกษาปี 52-53 

 

ปัญหาการจัดการจัดการศึกษาของไทยมีหลายด้าน ทั้งที่เป็นปัญหาเห็นได้ชัดในตัวเองและโดยการเปรียบเทียบกับประเทศอื่น บทนี้เป็นการเสนอสถิติข้อมูลในเชิงวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบกับประเทศอื่นเพื่อช่วยให้ผู้อ่านได้มุมมองที่กว้างขวางขึ้น

3.1 สภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย[1]

ไทยมีประชากรราว 63 ล้านคน มากเป็นอันดับที่ 21 ของโลก ใกล้เคียงกับฝรั่งเศส อังกฤษ และมียอดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่คิดแบบถ่วงน้ำหนักด้วยค่าครองชีพ (PPP) อยู่ลำดับที่ 24 (สถิติของธนาคารโลก) แต่ GDP ต่อหัวของประชากรอยู่อันดับที่ 89 (สถิติ IMF)

ประชากร ผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าวัยแรงงาน ทำให้ประชากรวัยแรงงานของไทยมีสัดส่วนการรับภาระประชากรวัยเด็กและผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงานสูงขึ้น และสูงกว่าประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นข้อเสียเปรียบในเรื่องการแข่งขันทางเศรษฐกิจข้อหนึ่ง

แรงงานมีแรงงานไทยอายุ 25-64 ปีกว่าร้อยละ 66.2 มีการศึกษาโดยเฉลี่ยเพียงแค่ประถมศึกษาและต่ำกว่า ขณะที่ประเทศ เช่นมาเลเซียและฟิลิปินส์ แรงงานส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทำให้ผลิตภาพแรงงานไทยค่อนข้างต่ำ

อัตราการว่างงานของไทยอยู่ในระดับปานกลาง กลุ่มแรงงานที่สำเร็จระดับอุดมศึกษามีอัตราการว่างงานมากที่สุด เนื่องจากคนนิยมเรียนอุดมศึกษามากกว่าเรียนสายอาชีวะ(เทคนิค) และมีผู้สำเร็จด้านสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์มากกว่าสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

คุณภาพชีวิต เด็กไทย อายุต่ำกว่า 5 ปีที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มีร้อยละ 18 สูงกว่าประเทศมาเลเซีย (ร้อยละ 11) และจีน (ร้อยละ 8)สาเหตุมาจากปัญหาทุพโภชนาการในครัวเรือนที่ยากจน การศึกษาต่ำหรือเป็นชนชาติส่วนน้อย

ดัชนีชี้วัดการพัฒนามนุษย์ของUNDP ในปีค.ศ.2010(พ.ศ.2553)ไทยอยู่อันดับ 92ต่ำกว่ามาเลเซีย จีน และศรีลังกา ดัชนีการศึกษา EDUCATION INDEX (คำนวณจากสัดส่วนของผู้ใหญ่ที่รู้หนังสือและผู้ได้เรียนการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาของระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ไทยอยู่อันดับที่ 72ต่ำกว่าเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์

ด้านสื่อและเทคโนโลยี อัตราส่วนของเครื่องคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์สายหลักและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทยยังค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะการใช้อินเตอร์เน็ตของไทยอัตราส่วนผู้ใช้ 159 คนต่อประชากร 1,000 คน ต่ำกว่ามาเลเซีย และอีกหลายประเทศ

3.2 สภาวะด้านการศึกษา

โอกาส ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมทางการศึกษา 

          ในระดับประถมศึกษา ไทยมีอัตราส่วนนักเรียนต่อประชากรสุทธิร้อยละ 88 แต่ในระดับมัธยมศึกษาอัตราการเข้าเรียนสุทธิของไทยยังต่ำคือร้อยละ 64 ต่ำกว่ามาเลเซีย (ร้อยละ 76) และเวียดนาม (ร้อยละ 69) ขณะที่ประเทศในกลุ่ม OECD (กลุ่มประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม)อัตราการเข้าเรียนสุทธิส่วนใหญ่สูงกว่าร้อยละ 90

 

ถ้าคิดเฉพาะระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อัตราการเข้าเรียนของไทยยังมีแค่ร้อยละ 55 ต่ำกว่าเวียดนาม และมาเลเซีย และต่ำกว่าประเทศในกลุ่ม OECD ที่อัตราส่วนสูงถึงร้อยละ 100

อัตราการคงอยู่ของนักเรียน 2 ปีสุดท้ายของการศึกษาภาคบังคับของไทย (มัธยมศึกษาปีที่ 2-3)   มีร้อยละ 80 คล้ายกับเวียดนาม ซึ่งแสดงว่ามีเด็กไทยที่เรียนไม่จบการศึกษาภาคบังคับถึงร้อยละ 20

ในระดับมัธยมศึกษาอัตราการเข้าเรียนค่อนข้างสูง แต่อัตราจบการศึกษาต่ำลงเพราะสภาพปัญหาของชีวิตและสังคมที่อัตคัด ขาดแคลนและปัญหาอื่นๆทำให้มีเยาวชนที่เรียนไม่จบชั้นมัธยมศึกษาอยู่มาก เมื่อจำแนกตามหลักสูตร ประเทศไทยจัดหลักสูตรมัธยมศึกษาสายสามัญ ถึงร้อยละ 72.8 สายอาชีพร้อยละ 27.2 ทั้งๆที่ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่และตลาดแรงงานต้องการสายอาชีพมากกว่าที่ผลิตได้ ประเทศที่จัดหลักสูตรมัธยมศึกษาสายอาชีพได้มากเกินร้อยละ 60 ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฟินแลนด์และออสเตรเลีย

อัตราการเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาของไทย แม้จะค่อนข้างสูง เพราะคนที่ผ่านการเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายส่วนใหญ่เข้าสู่มหาวิทยาลัยมากกว่าออกไปทำงาน  แต่ส่วนใหญ่เป็นอุดมศึกษาที่เน้นทฤษฎีเป็นฐานถึงร้อยละ 83 เน้นการปฏิบัติ/วิชาชีพ เพียงร้อยละ 17 ตรงข้ามกับมาเลเซีย เกาหลีใต้ และนิวซีแลนด์ ที่เยาวชนเลือกเรียนโปรแกรมเน้นการปฏิบัติ/วิชาชีพมากกว่าร้อยละ 40

ความเสมอภาคระหว่างเพศ / ชนชั้น 

ในประเทศไทยไม่มีความแตกต่างระหว่างเพศในการเข้าศึกษาระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาตอนต้น แต่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและระดับอุดมศึกษามีหญิงเข้าเรียนมากกว่าชายเล็กน้อย เช่นเดียวกับในอีกหลายประเทศที่ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการศึกษาเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามประเทศไทยมีความแตกต่างระหว่างชนชั้นที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่างกัน กลุ่มคนมีรายได้ต่ำ/คนจนมีโอกาสได้รับการศึกษาต่ำกว่า แม้รัฐบาลจะจัดการศึกษาขึ้นพื้นฐานแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่คนจนก็ยังขาดแคลนค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่ากินอยู่ รวมทั้งปัญหาระบบโรงเรียนที่สอน/สอบแบบมาตรฐานเดียว เน้นการแพ้คัดออกและปัญหาทางสังคมด้านต่างๆทำให้ลูกคนจนหรือเด็กที่มีต้องประสบปัญหาด้านชีวิตและสังคมทำให้ยากต่อการที่จะเรียนได้เรียนต่อถึงมัธยมศึกษาตอนปลายได้

การมีส่วนร่วมการจัดการศึกษาโดยภาคเอกชน สถานศึกษาเอกชนของไทยมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาน้อยมากทุกระดับการศึกษา ในระดับประถมศึกษาภาคเอกชนมีสัดส่วนร้อยละ 16.2 ของนักเรียนทั้งหมดระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย ร้อยละ 9.3 และ 13.5 ตามลำดับ และระดับอุดมศึกษา ร้อยละ 18.3 ในขณะที่ในประเทศอื่นๆ เช่น สหราชอาณาจักร ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลี และญี่ปุ่นสถาบันการศึกษาโรงเรียนเอกชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาค่อนข้างสูง ทำให้มีการแข่งขันและนักเรียนนักศึกษามีทางเลือกเพิ่มขึ้น

ตัวแปรด้านคุณภาพการศึกษา 

อัตราส่วนนักเรียนต่อครูของไทย ระดับประถมศึกษามีอัตราส่วน 19:1 เทียบกับจำนวนผู้เรียน   สูงกว่าสหรัฐฯ ฟินแลนด์ จีน และนิวซีแลนด์ อัตราส่วนนักเรียนต่อครูระดับมัธยมศึกษาของไทย 23:1   สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางซึ่งมีค่าเฉลี่ย 20:1 และ OECD ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 13.4สถิติอัตราส่วนนักเรียนต่อครูของไทยข้างต้นเป็นแค่ค่าเฉลี่ยทางสถิติในสภาพเป็นจริงมีปัญหาขาดครูในหลายพื้นที่เนื่องจากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีการจ้างครูทดแทนอัตราเกษียณน้อยมากทั้งมีปัญหาการใช้อิทธิพลเส้นสายการเมืองดึงครูไปช่วยราชการอื่นอยู่มาก และปัญหาการที่ผู้บริหารไม่ได้สอนหรือสอนน้อยมากแต่นับรวมในสถิติครูด้วย

ขนาดชั้นเรียนของไทย ประถมศึกษา 23 คน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางคือ 28 คนและใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศ OECD คือ 22 คน แต่นี่เป็นตัวเลขเฉลี่ยทั้งประเทศ ซึ่งรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนแต่ละชั้นน้อย ความเป็นจริงคือในโรงเรียนขนาดกลางและใหญ่ของไทยนั้นชั้นเรียนใหญ่กว่าตัวเลขเฉลี่ยทั้งประเทศมาก ค่าเฉลี่ยชั้นเรียนมัธยมศึกษาไทยมีขนาด 36 คน สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางเล็กน้อยคือ 34 แต่สูงกว่ากลุ่มประเทศ OECD ที่มีค่าเฉลี่ย 24 คนมาก ในความเป็นจริงมีโรงเรียนไทยหลายโรงเรียนที่ชั้นเรียนมีขนาด 40-50 คน ทั้งครูที่สอนชั้นมัธยมศึกษาของไทยก็มีอัตราเงินเดือนเท่ากับครูที่สอนชั้นประถม ขณะที่ประเทศอื่นเงินเดือนต่างกันครูที่สอนชั้นมัธยมศึกษามักมีคุณวุฒิสูงกว่า เช่นจบสาขาโดยตรงกับวิชาที่สอนและจบปริญญาโทและได้อัตราเงินเดือนสูงกว่าครูที่สอนชั้นประถมศึกษา

ชั่วโมงการสอนของครูไทยมีค่าเฉลี่ย 800-1,100 ชั่วโมงต่อปี มากกว่าประเทศส่วนใหญ่และมากกว่ากลุ่ม OECD ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 803 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งสะท้อนว่าการสอนมากชั่วโมงไม่เกี่ยวกับการเรียน เก่งขึ้น ส่วนเงินเดือนครูไทยขั้นต้นเมื่อคิดปรับด้วยค่าครองชีพของแต่ละประเทศแล้วต่ำกว่าค่าเฉลี่ย    กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางและต่ำกว่ากลุ่มประเทศ OECD 4-5 เท่า แต่เงินเดือนขั้นสูงสุดของครูไทย    เมื่อปรับค่าครองชีพแล้วสูงกว่าประเทศรายได้ปานกลาง เช่นมาเลเซีย อินเดีย และใกล้เคียงกับประเทศฟินแลนด์ นิวซีแลนด์ ความแตกต่างที่น่าสังเกตคือ ประเทศอื่นให้เงินเดือนครูขั้นต้นสูงและเมื่อทำงานไปแล้วเงินเดือนจะค่อยๆ ขึ้นไม่มากนัก แต่ของไทยเงินเดือนครูอาวุโสกลับขึ้นไปสูงต่างจากครูขั้นต้นมาก ความหมายคือ ทำให้คนจบใหม่ๆ ไม่ค่อยมีแรงจูงใจที่จะมาทำอาชีพครูหรือต้องดิ้นรนหารายได้เสริม

คุณภาพการศึกษาของต่างประเทศ 

คุณภาพการศึกษาของประเทศต่าง ๆ น่าจะพิจารณาได้จากโครงการประเมินผลนักเรียนระหว่างชาติ (PROGRAMME FOR INTERNATIONAL STUDENT ASSESSMENT-PISA) ที่องค์กรเพื่อการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(OECD) ได้จัดทำขึ้นเพื่อเปรียบเทียบความสามารถของนักเรียนของประเทศสมาชิกและประเทศรายได้ปานกลางจำนวนหนึ่งรวมทั้งไทยในวิชาสำคัญๆ เช่นการอ่าน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การประเมินตามโครงการนี้คำนึงถึงภูมิหลังและบริบทของนักเรียนในแต่ละประเทศและใช้ภาษาแม่ของนักเรียนแต่ละประเทศ มุ่งตั้งคำถามให้นักเรียนช่วงวัย 15 ปี ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่ได้เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน 9 ปี(เทียบกับไทยคือมัธยม 2-3) มาเกือบปีสุดท้ายแล้ว ประยุกต์ใช้ความรู้ในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์แก้ปัญหามากกว่าเน้นการสอบเชิงจดจำเนื้อหาตามหลักสูตร

PISA นี้เริ่มทดสอบครั้งแรกในปี ค.ศ.2000 และทำทุก 3 ปี นอกจากการทดสอบแล้วยังมีการวิจัยเพื่อวิเคราะห์ผลด้วย การวัดผลใช้เกณฑ์เป็นระดับความรู้ความสามารถในการใช้งานได้ (LITERACY) ตั้งแต่ระดับ 1 คือต่ำกว่าการใช้งาน ระดับ 2 พอใช้ได้ ไปจนถึงระดับ 5-6 ซึ่งถือว่ามีสมรรถนะขั้นสูง โครงการประเมินผล PISA มีส่วนทำให้ประเทศที่นักเรียนทำคะแนนเฉลี่ยได้ต่ำกว่าประเทศอื่นเกินคาด เช่นสหรัฐฯต้องพยายามปรับปรุงปฏิรูปการศึกษากันครั้งใหญ่

ประเทศที่นักเรียนสอบได้ติดอันดับใน 10 อันดับแรกมีหลายประเทศ เช่นฟินแลนด์ เกาหลีใต้สาธารณรัฐเช็ค ที่ใช้งบประมาณเพื่อการศึกษาต่อหัวนักเรียนต่ำกว่าสหรัฐฯ โดยเฉพาะสาธารณรัฐเช็คนั้นใช้งบประมาณต่อหัวนักเรียนเพียง 1 ใน 3 ของสหรัฐฯ แต่ใช้งบประมาณได้มีประสิทธิภาพสูงกว่าสหรัฐฯ ซึ่งได้อันดับที่ 24 จาก 29 ประเทศที่มีการทดสอบในปี ค.ศ.2003

การทดสอบประเมินผลของ PISA ครั้งที่3ในปี 2006 ใน 3 วิชา คือคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การอ่าน ได้ขยายไปสู่ประเทศรายได้ปานกลางหลายประเทศ ได้ผลใกล้เคียงกับปี 2003 คือ 20 อันดับแรกอยู่ในประเทศเดิม ๆ มีไต้หวัน ติดอันดับ  1 ในวิชาคณิตศาสตร์(และที่ 4 วิชาวิทยาศาสตร์) ฟินแลนด์ยังได้ที่ 1 วิชาวิทยาศาสตร์ และที่ 2 ในวิชาคณิตศาสตร์และการอ่าน ขณะที่เกาหลีใต้ได้ที่ 1 ในวิชาการอ่าน ได้ที่ 4 วิชาคณิตศาสตร์ ฮ่องกงติดอยู่ใน 3 อันดับแรกทั้ง 3 วิชาจีนและเวียดนามไม่ได้เข้าร่วมโครงการทดสอบนี้ ขณะที่ไทยได้คะแนนเฉลี่ยอันดับค่อนข้างท้าย คือลำดับที่ 40 กว่า ๆ จาก 57 ประเทศ และมีนักเรียนไทยส่วนน้อยมาก (เช่นกลุ่มตัวอย่างจากโรงเรียนสาธิต) ที่ทำคะแนนได้ระดับสูงหน่อย แต่นักเรียนไทยส่วนใหญ่ทำได้แค่ระดับต้นๆ (ต่ำกว่าระดับ 1-2) โดยเฉพาะเรื่องทักษะการอ่าน (ภาษาไทย) ที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการไปเรียนวิชาอื่นต่อ

การทดสอบประเมินโครงการ PISA  ครั้งล่าสุดปีค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) นักเรียนไทยได้คะแนนเฉลี่ยและลำดับต่ำลงจากปี ค.ศ. 2000 ทั้ง 3 วิชา ขณะที่บางประเทศ เช่น เกาหลีใต้  โปแลนด์ ฯลฯ ที่ได้ลำดับอยู่สูงกว่าไทยอยู่แล้วทำได้ดีเพิ่มขึ้นอีก ไทยได้คะแนนเฉลี่ยของแต่ละวิชาอยู่เพียง 417-421 คะแนน ในขณะนักเรียนในที่กลุ่มประเทศ OECD (รวมเกาหลีใต้) และจีน-ฮ่องกงจีน-ไทเป ได้คะแนนเฉลี่ยสูงกว่า 500 คะแนน นักเรียนไทยส่วนใหญ่มีสมรรถนะเพียงระดับ 1และ 2 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด(ระดับ 1 ถือว่าต่ำกว่าระดับมีความรู้พอเพียง ระดับ 2 ถือว่าพอใช้ได้) ในขณะที่นักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศที่ได้คะแนนเฉลี่ยรวมสูงกว่าไทยได้ระดับสมรรถนะสูงจากระดับ 3 ขึ้นไปถึงระดับ 5-6 คือระดับความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์แก้ปัญหาได้2[3]

บริษัทที่ปรึกษา MCKINSEY ผู้ได้รับมอบหมายให้ทำวิจัยเพื่อหาคำอธิบายว่า ทำไมนักเรียนบางประเทศ เช่นฟินแลนด์จึงเรียนในสาขาวิชาสำคัญที่ PISA ใช้ทดสอบได้ดีกว่าประเทศอื่น ๆ ได้ทำรายงานเรื่อง WHAT WORKS IN EDUCATION โดยสรุปว่า มี 3 ปัจจัยที่สำคัญ คือ 1.การที่ฟินแลนด์มีครูที่มีคุณภาพสูง(จบปริญญาโท) สำหรับโรงเรียนขั้นพื้นฐานทั่วทั้งประเทศ 2.มีการฝึกอบรมครูที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง 3.มีการปรับปรุงการเรียนการสอนให้ดีที่สุดแก่นักเรียนทุกคนอย่างเสมอหน้ากัน พัฒนาโรงเรียนและนักเรียนที่เรียนช้าให้มีคุณภาพสูงใกล้เคียงกันให้มากที่สุด3[4]

การจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยไทยยังอยู่ในลำดับต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียด้วยกันทั้งญี่ปุ่น จีน-ฮ่องกง จีน-ไทเป(ไต้หวัน) สาธารณรัฐประชาชนจีน และสิงคโปร์

 

งบประมาณและค่าใช้จ่ายทางการศึกษา 

ประเทศไทย มีสัดส่วนงบประมาณด้านการศึกษาต่องบประมาณแผ่นดินทั้งหมด (ปีพ.ศ.2548)ร้อยละ 25.0 ใกล้เคียงมาเลเซีย (ร้อยละ 25.2) แต่สูงกว่าหลายประเทศในกลุ่ม OECD โดยเฉพาะญี่ปุ่น และเยอรมัน ส่วนอัตราส่วนงบประมาณการศึกษาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP)ของไทยเฉลี่ยร้อยละ 4.3 สูงกว่าหลายๆ ประเทศ เช่นรัสเซีย อินเดีย (ร้อยละ 3.6 เท่ากัน) และโดยเฉพาะสูงกว่าญี่ปุ่น (ร้อยละ 3.6) ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาต่อนักเรียนรายหัว ในระดับประถมศึกษา ไทยสูงกว่าเพื่อนบ้านหลายประเทศ เช่นมาเลเซีย และฟิลิปปินส์ แต่ต่ำกว่าเกาหลีและทุกประเทศในกลุ่ม OECD งบประมาณในการวิจัยของไทยยังมีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GPD)ที่ต่ำและมีนักวิจัยต่อจำนวนประชากรต่ำกว่าประเทศในกลุ่ม OECD มาก

การศึกษาของแรงงาน 

เมื่อเปรียบเทียบประชากรผู้ใหญ่อายุ 25-64 ปี จำแนกตามระดับการศึกษาสูงสุดในปี 2548 ไทยมีสัดส่วนประชากรผู้ใหญ่ไม่จบประถมถึงร้อยละ 40 สูงกว่าประเทศอื่นมาก ที่จบประถมศึกษามีร้อยละ 21.5 ต่ำกว่าประเทศรายได้ปานกลางเล็กน้อย จบมัธยมศึกษาตอนต้นร้อยละ 10.3 และมัธยมศึกษา     ตอนปลายร้อยละ 10.0 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลางที่มีคนจบมัธยมศึกษาตอนปลายร้อยละ 24.2 และประเทศ OECD มีคนจบมัธยมศึกษาตอนปลายถึงร้อยละ 44.8  ขณะที่คนไทยที่จบอุดมศึกษาที่เน้นสายวิชาการถึงร้อยละ 10.5 สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลาง แต่อุดมศึกษา สายปฏิบัติของไทย มีเพียงร้อยละ 3.1 ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ

การที่แรงงานไทยส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาต่ำกว่าแรงงานของประเทศอื่นๆ สะท้อนว่าไทยยังคงใช้งบประมาณในการจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพต่ำ รวมทั้งมีปัญหาการกระจายทรัพย์สินและรายได้ที่ไม่เป็นธรรมมาก มีคนจนที่มีปัญหาด้านต่าง ๆ มาก ทำให้ลูกหลานคนจนไม่ได้เรียนและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาในแต่ระดับยังเป็นสัดส่วนสูง แม้รัฐบาลไทยจะลงทุนสร้างและขยายโรงเรียนมากพอที่จะรองรับผู้ต้องการเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาได้มากขึ้น แต่เมื่อไม่ได้มีการลงทุนลงแรงเพื่อตามแก้ปัญหาเด็กวัยเยาวชนที่ไม่ได้เข้าเรียนหรือต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างครบวงจร ทำให้การลงทุนจัดการศึกษาของประเทศไทยได้ผลน้อยกว่าประเทศอื่นๆ  ทั้งในเชิงปริมาณ (สัดส่วนของผู้ได้เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานต่อประชากรเดียวกัน) และในเชิงคุณภาพ (การทดสอบเปรียบเทียบกับนักเรียนจบเดียวกับประเทศอื่น)

3.3 ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการพัฒนาทางสังคม

ปัจจุบันนี้ มีการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ โดยองค์กรทางธุรกิจระหว่างชาติ 2 แห่ง คือสถาบันเพื่อการพัฒนาการจัดการ (Institute for Management Development : IMD) และสภาเศรษฐกิจของโลก  World Economic Forum (WEF)

IMD เลือกจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันเฉพาะประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมและประเทศตลาดเกิดใหม่หรือประเทศรายได้ปานกลางราว 55 ประเทศ เน้นการใช้ดัชนีชี้วัดในเรื่องสมรรถนะของประเทศในการบริหารจัดการ สมรรถนะและทักษะความชำนาญต่างๆรวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการปรับตัวเพื่อตอบตลาดเสรี หรือเพื่อแข่งขันในระบบเศรษฐกิจโลก

การจัดอันดับของ IMD ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกจัดอันดับสมรรถนะหรือความสามารถในการแข่งขันอยู่กลางๆ ค่อนไปทางท้าย โดยเปรียบเทียบแล้วต่ำกว่าสิงคโปร์ ไต้หวัน   เกาหลีใต้ ฮ่องกง และมาเลเซีย มาตลอดระยะหลังๆ ก็ต่ำกว่า จีน การจัดลำดับประเทศไทย โดย IMD ใน ปี 2009 และ 2010 ไทยได้อันดับ 26 ทั้ง 2 ปี จาก 57-58 ประเทศ4[5]

IMD วิเคราะห์องค์ประกอบ 4 ด้านและนำมาเฉลี่ยเป็นคะแนนรวมสำหรับไทยได้คะแนนด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจดีที่สุด รองลงมาคือ สมรรถนะด้านประสิทธิภาพภาครัฐ และสมรรถนะด้านประสิทธิภาพภาคธุรกิจ ตามลำดับ แต่ไทยได้คะแนนสมรรถนะด้านโครงสร้างพื้นฐาน (รวมทั้งพลังงาน การสื่อสาร โทรคมนาคม การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สุขภาพและสภาพแวดล้อม) ต่ำหรือถือเป็นจุดอ่อนที่สุดใน 4 ด้าน

เมื่อพิจารณาเรื่องสมรรถนะด้านโครงสร้างพื้นฐานของไทยกลุ่มโครงสร้างด้านวิทยาศาสตร์เป็นจุดอ่อนที่สุด รองลงมาคือโครงสร้างเทคโนโลยี สุขภาพและสภาพแวดล้อมการศึกษาและโครงสร้างพื้นฐานทั่วไป ตามลำดับ ทั้งนี้ เกณฑ์ที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดคือ การลงทุนด้านสุขภาพเมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตน้อย สมรรถนะการศึกษาโดยรวมของไทยอยู่ในอันดับท้ายๆคือประมาณ 40 กว่าจาก 58 ประเทศ

ส่วน World Economic Forum พิจารณาการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในขอบเขตที่กว้างขวางถึง 134 ประเทศ ใช้ดรรชนีชี้วัดในด้านสถาบันภาครัฐและเอกชน นโยบายและปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ทั้งในระยะปัจจุบันและระยะกลาง เน้นเรื่องประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ รวมทั้งเรื่องของการศึกษา เทคโนโลยีและนวัตกรรม

World Economic Forum จัดอันดับปี ค.ศ. 2008-2009 (2551-2552) ให้ไทยอยู่อันดับที่ 34 จาก 134 ประเทศ และในปี ค.ศ. 2010-2011 อยู่อันดับที่ 38 จาก 139 ประเทศ อยู่ต่ำกว่ามาเลเซีย จีน บรูไน และประเทศตะวันออกกลางบางประเทศ5[6]

เปรียบเทียบเกณฑ์ในการจัดอันดับของ 2 องค์กรนี้ World Economic Forum จะมองความสามารถของประเทศทุกด้านที่กว้างขวางกว่า IMD ซึ่งมักเน้นเรื่องความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ การที่รัฐบาลและระบบเศรษฐกิจเอื้อต่อตลาดเสรี ดังนั้นการที่ IMD จัดอันดับประเทศไทยค่อนข้างดีส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศไทยเปิดตลาดเสรีให้ต่างชาติมากมีการส่งออกและสั่งเข้ามากขณะที่ World Economic Forum ให้อันดับไทยในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าที่ IMD ให้นั้นน่าจะเป็นเพราะเขาวิเคราะห์ว่าโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมและการบริหารจัดการทั้งระบบของไทยยังมีปัญหาความด้อยสมรรถภาพ

ผู้วิจัยเห็นว่าการจัดอันดับของ World Economic Forum น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้คนไทยต้องพิจารณาตัวเราเองในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศอื่นอย่างจริงจัง มากกว่าพอใจแค่การจัดอันดับของ IMD และเราควรจะพิจารณาดรรชนีด้านการพัฒนาการสังคมควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจด้วย ประเทศจึงจะพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

ดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index) ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ UNDP จะมองกว้างกว่าเรื่องเศรษฐกิจ โดยใช้ดัชนีชี้วัดรายได้ต่อหัวร่วมกับปัจจัยการพัฒนาด้านสังคม เช่นการศึกษา สาธารณสุข การเมืองและอื่นๆด้วย ประกาศล่าสุดของ UNDP เมื่อเดือนธันวาคม 2551 (แต่ใช้ข้อมูลการสำรวจเมื่อปี 2549) ให้ไทยได้มีดัชนีการพัฒนามนุษย์อยู่อันดับที่ 816[7] ซึ่งแสดงว่าประเทศไทยมีการพัฒนาด้านสังคมหรือคุณภาพมนุษย์ต่ำกว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจ(ที่วัดเชิงปริมาณแบบภาพรวม)และน่าสังเกตว่าอันดับดัชนีการพัฒนามนุษย์ของไทยตกต่ำมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อปี 2541 ไทยเคยมีดัชนีการพัฒนามนุษย์อยู่อันดับที่ 59

ดัชนีการศึกษา (Education Index) เป็นดัชนีหนึ่งที่ UNDP นำไปใช้ในคำนวณภาพรวมดัชนีการพัฒนามนุษย์ ดัชนีการศึกษาคำนวณจากอัตราการรู้หนังสือของผู้ใหญ่สัดส่วนของเด็กวัยเรียนที่ได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษา สถิติในปี 2551 ดัชนีการศึกษาไทยอยู่อันดับที่ 68 ค่อนข้างไปทางต่ำ เท่ากับอัลบาเนีย ซีเชลล์ส และเวเนซูเอล่า7[8]

ส่วนดัชนีอัตราการรู้หนังสือของประชากร (Literacy Rate) ของไทยอยู่อันดับที่768[9]นับว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ เมื่อเทียบกับขนาดและสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ สถิติของ IMD รายงานว่าประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่ไม่รู้หนังสือมีเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.7 ของประชากรทั้งหมดในปี 2545 เป็นร้อยละ 7.4 ในปี 25509[10]และผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก กล่าวบรรยายวันที่ 24 มีนาคม 2552 ว่า ผู้ใหญ่ไทยที่ไม่รู้หนังสือมีมากกว่า 3 ล้านคน10[11]

_________________

[1] สถิติข้อมูลส่วนใหญ่คือสถิติในปี 2550-2553 ได้มาจากเว็บไซท์ของหน่วยงานเช่น IMF WORLD BANK, CIA FACT BOOK, WIKIPEDIA และแหล่งต่างๆ สถิติจำนวนหนึ่งอ้างไว้อยู่ในสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สภาวการณ์การศึกษาไทยในเวทีโลก พ.ศ. 2550 สกศ.2552

*หมายถึง กลุ่มประเทศที่เข้าร่วมโครงการ WORLD EDUCATION INDICATOR  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศรายได้ปานกลางที่อยู่

นอกกลุ่ม OECD กลุ่มของประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีรายได้สูง

หมายเหตุ : ผู้วิจัยเข้าใจว่าตัวเลขเงินเดือนครูข้างต้นน่าจะเป็นเงินรายได้ต่อปี ไม่ใช่ต่อเดือน การคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยค่าครอง

ชีพของแต่ละประเทศ จะปรับให้ประเทศที่มีค่าครองชีพต่ำ เช่นไทย มีตัวเลขรายได้สูงขึ้น และประเทศที่มีค่าครองชีพสูง เช่นกลุ่ม ประเทศ OECD จะถูกปรับให้ต่ำลงเพื่อให้เปรียบเทียบกันได้อย่างใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายจริง ตัวเลขในสถิตินี้เป็นตัวเลขที่คำนวณแบบ ถ่วงน้ำหนักด้วยค่าครองชีพของแต่ละประเทศแล้ว ไม่ใช่ตัวเลขรายได้เป็นจำนวนเงินที่ครูได้รับจริง

[3]2 WWW.PISA.OECD.ORG

[4]3 WWW.MCKINSEY.COM

4[5]WWW.IMD.ORG

5[6]WWW.WEFORUM.ORG

6[7]http:// hdr.undp.org/hdr2009/statistics/

7[8]WWW.WIKIPEDIA.ORG/WIKI/EDUCATION-INDEX

8[9]WWW.WIKIPEDIA.ORG LIST OF COUNTRIES BY LITERACY RATE

9[10]อ้างไว้ในสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สรุปผลการดำเนินงาน 9 ปี ของการปฏิรูปการศึกษา (พ.ศ.2542-2551) สกศ. 2552

10[11]คมชัดลึก 25 มีนาคม 2552

11[11]ข้อมูลในบทนี้สรุปมาจาก วิทยากร เชียงกูล การสังเคราะห์ผลการวิจัยการปฏิรูปการศึกษาของประเทศฟินด์แลนด์ นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา   สหราชอาณาจักร จีน เกาหลีใต้ เวียตนาม และไทย . สสส. 2553

 

 

ประเทศไทยกับการเตรียมพร้อมเรื่องอาเซียน 

เรามาดูกันดีกว่า ว่าแต่ละประเทศใช้ภาษาท้องถิ่นอะไรกันบ้าง 

 

ตารางแสดงภาษาสำคัญที่ใช้ในแต่ละชาติอาเซียน

ที่

ประเทศ

ภาษาสำคัญที่ใช้

1

กัมพูชา

เขมร ฝรั่งเศส อังกฤษ

2

ไทย

ไทย และอังกฤษ(ภาษาที่สองของชนชั้นนำ)

3

บรูไน

มาเลย์ อังกฤษ จีน

4

พม่า

พม่า และภาษาชนกลุ่มน้อย

5

ฟิลิปปินส์

ฟิลิปปิโน โดยเฉพาะตากาล๊อก และอังกฤษ

6

มาเลเซีย

มาลายู อังกฤษ จีนกลุ่มต่างๆ(กวางตุ้ง, แมนดาริน, ฮกเกี้ยน, ไห่หนาน) ทมิฬ

7

ลาว

ลาว ฝรั่งเศส อังกฤษ และภาษาชนกลุ่มน้อย

8

เวียดนาม

เวียดนาม อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน เขมร

9

สิงคโปร์

จีนกลาง อังกฤษ มาเลย์ ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง แต้จิ๋ว ทมิฬ

10

อินโดนีเซีย

อินโดนีเซีย อังกฤษ ดัตช์ ชวา

 

เมื่อภาษาอังกฤษถูกกำหนดให้เป็น “ภาษากลาง” ในการสื่อสารระหว่าง 10 ชาติอาเซียน ทำให้หลายฝ่ายออกมาแสดงความเป็นห่วงกับปัญหาการใช้ “ภาษาอังกฤษ” ของคนไทย เพราะเมื่อดูจากผลสำรวจของสำนักต่าง ๆ ล้วนแต่ชี้ชัดตรงกันว่า “ภาษาอังกฤษ” ของเราสู้เพื่อนบ้านในอาเซียนไม่ได้ และอยู่ใน “ระดับต่ำมาก” บ้างก็ว่าต่ำกว่าอินโดนีเซีย เวียดนาม หรือแม้แต่ “แพ้” ลาว ก็มี

เพราะเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร? หรือ เพราะเราไม่ใส่ใจที่จะพัฒนาทักษะภาษา ไม่เคยสนใจว่าเพื่อนบ้านเราเขาไปถึงไหนแล้วกันแน่?

เหลือเวลาอีกไม่มากนักสำหรับการเตรียมตัวรับมือก่อนการเปิดเสรีอาเซียน เราต้องเริ่มเปิดหูเปิดตาเรียนรู้เพื่อนบ้านให้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของเราให้ทัดเทียม และสามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ เพื่อหาโอกาสใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง หรืออย่างน้อยก็เพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เราเสียโอกาสที่ควรจะเป็นของเรา เช่น งานที่ควรจะเป็นของเรา แต่เรากลับถูก “กำจัดจุดอ่อน” รับต่างชาติเข้ามาทำแทน เพราะต่างชาติมีศักยภาพมากกว่าในอัตราค่าจ้างที่เท่ากัน และคนไทยอาจ
หางานยากขึ้น หรืออาจตกงานเอาได้ง่าย ๆ

เมื่อเทียบสัดส่วนการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารของประเทศในอาเซียน พบว่า คนไทยที่สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้มีเพียง 10 % เท่านั้น ซึ่งทำให้ไทยอยู่ในอันดับที่ 5 จาก 10 ประเทศ

 

  1. สิงคโปร์ 4.58 ล้านคน ใช้ภาษาอังกฤษ 3.25 ล้านคน คิดเป็น 71%
  2. ฟิลิปปินส์ 97 ล้านคน ใช้ภาษาอังกฤษ 49.80 ล้านคน คิดเป็น 55.49%
  3. บรูไน ดารุสซาลาม 0.38 ล้านคน ใช้ภาษาอังกฤษ 0.14 ล้านคน คิดเป็น 37.73%
  4. มาเลเซีย 27.17 ล้านคน ใช้ภาษาอังกฤษ 7.4 ล้านคน คิดเป็น 27.24%
  5. ไทย 63.03 ล้านคน ใช้ภาษาอังกฤษ 6.54 ล้านคน คิดเป็น 10%

 

หากเปรียบเทียบคะแนน TOEFL ของบัณฑิตจากประเทศอาเซียน พบว่า ชาติที่ได้คะแนนเฉลี่ยสูงกว่า 550 ได้แก่ สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ คะแนนเฉลี่ยสูงกว่า 500 ได้แก่ พม่า เวียดนาม และกัมพูชา ส่วนไทยมีคะแนนเฉลี่ยของบัณฑิตต่ำกว่า 500 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับบัณฑิตจากประเทศลาว

อีกข้อมูลที่ยืนยันว่า ไทยอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงคือ การจัดอันดับของ English Proficiency Index (EFI) ที่แบ่งระดับทักษะภาษาอังกฤษออกเป็น 5 ระดับ คือ ระดับสูงมาก ระดับสูง ระดับปานกลาง ระดับต่ำ และระดับต่ำมาก ปรากฏว่า ประเทศไทยถูกจัดอยู่ใน “ระดับต่ำมาก” ทั้งยังอยู่ในลำดับที่ต่ำกว่าอินโดนีเซียและเวียดนามเสียอีก

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า หากเรายังเฉยอยู่ ไม่พัฒนาตัวเอง อนาคตอาจรั้งท้ายทุกประเทศในอาเซียนเลยก็ได้ 
ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล กล่าวไว้ว่า ภาษาเป็นทักษะ เรียนรู้ได้ด้วยการฝึกฝน ใช้มาก ๆ ใช้บ่อย ๆ เท่านั้นเอง ถ้าขยันเรียนก็ใช้ภาษาอังกฤษได้ในเวลาไม่นาน ภาษาอังกฤษ เรียนไม่ยาก สำหรับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ปีเดียวก็สามารถพัฒนาทักษะภาษาได้...ถ้าต้องการพัฒนา

 

จากข้อมูลเบื้องต้นจะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการใช้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก ซึ่งรศ.ดร.ประพาศน์ พฤทธิประภา ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า 

จากบทความในผู้จัดการออนไลน์

รศ.ดร.ประพาศน์ พฤทธิประภา อดีตอาจารย์ภาควิชาภาษาอังกฤษ  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวในการจัดสัมมนา เรื่องการสอนภาษาตะวันออกในฐานะภาษาต่างประเทศ ซึ่งจัดอบรมให้กับครูอาจารย์ที่สอนภาษาตะวันออกในระดับมัธยมศึกษาและระดับอุดมศึกษาว่า

การเรียนการสอนภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาตะวันตกหรือภาษาตะวันออกล้วนแต่ต้องใช้แนวทางเหมือนกันแทบทั้งสิ้น ทุกวันนี้การเรียนภาษาอังกฤษในเมืองไทยทำไม่ได้ผล เยาวชนไทยเรียนภาษาอังกฤษจากระดับอนุบาลถึงประถมศึกษา และมหาวิทยาลัย เรียนยาวนานถึง 16 ปีก็ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้นั้น  เป็นเพราะวิธีการสอนของครูที่เน้นวิธีการสอนแต่ไม่เคยเน้นเรื่องหลักสูตร ทำอย่างไรจะให้วิธีการสอนเดินเคียงคู่ไปกับหลักสูตรให้ได้ ซึ่งทุกวันนี้วิธีการสอนก็มักวิ่งตามแฟชั่นใหม่ๆ ตลอดเวลา หลักสูตรภาษาอังกฤษมีการยกเครื่องกันหลายครั้ง แต่สื่อการเรียนการสอนยังไม่สอดคล้องกับหลักสูตรเท่าที่ควร ครูที่สอนภาษาอังกฤษผ่านการอบรมแค่ประเดี๋ยวประด๋าว อบรมกันแบบไฟไหม้ฟาง ทำงานแบบเบี้ยหัวแตก จึงทำให้ครูที่สอนภาษาอังกฤษไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควรเมื่อยังเป็นเช่นนี้อย่าได้หวังว่าการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในเมืองไทยจะประสบความสำเร็จ กลับเป็นการสูญเปล่าทางการศึกษา การจะทำให้นักเรียนมีทัศนะที่ดีทางด้านภาษานั้นขึ้นอยู่กับตัวครูและตัวเด็กเอง ที่ต้องรักและสนใจพยายามที่จะเรียนรู้ ซึ่งนักเรียนสมัยนี้ก็ไม่ได้สนใจอยากได้ความรู้แต่จะนึกถึงคะแนนเป็นส่วนใหญ่

“การสอนภาษาอังกฤษให้เด็กไทยนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ครูจากต่างประเทศ สิ้นเปลืองและอาจจะไม่คุ้มค่า แต่ผมอยากให้อบรมครูภาษาอังกฤษที่มีอยู่ให้ได้รับการพัฒนาอย่าได้นำเข้าทั้งครูและหลักสูตรจากต่างประเทศมากนัก ทำไมเราไม่คิดนวัตกรรมการสอนภาษาโดยใช้แนวทางที่เป็นภูมิปัญญาของเราเอง แต่เรามักอ้างต่างชาติตลอดเวลา สำเนียงภาษาอังกฤษที่พูดนั้น ถ้าคนไทยพูดก็ควรจะเป็นภาษาอังกฤษของคนไทยที่มีการศึกษา ซึ่งไม่จำเป็นต้องออกเสียงแบบสำเนียงอังกฤษหรืออเมริกัน ผมคิดว่าการพูดภาษาอังกฤษไม่จำเป็นต้องแบบดัดจริตพูด แต่จะพูดภาษาอังกฤษอย่างคนที่มีการศึกษาควรพูดเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า”

รศ.ดร.ประพาศน์กล่าวต่ออีกว่า หลายคนยังเข้าใจผิดว่าการเดินทางไปเรียนต่างประเทศจะทำให้คนๆ นั้นพูดภาษาอังกฤษได้นั้น ขอบอกว่าไม่เสมอไป หากไปแล้วยังพูดภาษาไทยก็ไม่มีวันพูดได้ หากมีความรัก สนใจ พยายามและทุ่มเทเรียนในเมืองไทยโดยไม่จำเป็นต้องไปต่างประเทศ การเรียนภาษานั้นสามารถเรียนได้ในทุกช่วงอายุ แต่คนมักเข้าใจผิดคิดว่าเด็กๆ เรียนภาษาได้ดีกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งเด็กๆ มีข้อดีอยู่ที่การออกเสียง อายุมากหรืออายุน้อยไม่เป็นอุปสรรค เริ่มเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ต้องเริ่มให้ถูกวิธีไม่ว่าภาษาไหนก็ตาม อย่าลืมว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อเรียนภาษาซึ่งจะใช้ในการสื่อสารและสามารถเรียนได้ทุกภาษา

 

ซึ่งก็มีความเห็นที่หลายหลายทั้งแตกต่างและคล้ายคลึงกันออกไปอีก อาทิเช่น

1. เด็กไทยเรียนภาษาอังกฤษตามหลักสูตรที่เน้นเพื่อเรียนเอาคะแนน หวังเกรดไม่ได้เป็นหลักสูตรที่เน้นการนำไปใช้ประโยชน์ ลองลำดับดูว่า ภาษาอังกฤษที่เราเรียนมา เป็นอย่างไรบ้าง

2. เรียนมาก็ไม่มีที่จะใช้ อย่างมากก็ พออ่านรู้เรื่อง แต่ พูด กับเขียน ขอหลบไกลๆเลย

 

เมื่อเจอแบบนี้แล้วหลายคนเริ่มมีความคิดที่อยากไปจะศึกษาต่างประเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของตัวเอง ดังนั้นเราจึงมีตัวอย่างการเปรียบเทียบระหว่างระบบการศึกษาของประเทศไทยและประเทศอื่นๆทั่วโลก 

การศึกษาไทย VS. การศึกษาอเมริกา (1)         

ขอเริ่มต้นเรื่องคุณภาพของคน  โดยเฉพาะเยาวชนของประเทศสหรัฐอเมริกาเสียก่อน นิสัยของคนอเมริกันโดยรวมจะไม่เชื่อเรื่องงมงาย  หรือยอมคนง่าย ๆ จะฟังมากกว่าพูด  เวลาฟังเขาจะไม่พูดสวนคำ  จะหยุดคิดสักนิด  แล้วตอบเป็นฉาก ๆ ว่าไม่เห็นด้วยหรือเห็นด้วย  เรื่องใดที่เกี่ยวกับทฤษฎี  หลักการ  ความคิด  อุดมการณ์  ความถูกต้อง  จะไม่ยอมรับง่าย ๆ แต่เมื่อเถียงกันเสร็จแล้ว  ไม่เกิน  5  นาที  ก็จะเลิกทะเลาะกัน  และกลับมาพูดดีด้วยกันเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ชาวต่างชาติอย่างเราเมื่อไปอยู่ร่วมสังคมกับเขาใหม่ ๆ จะรับไม่ได้  แต่พออยู่กับเขาไปนาน ๆ ก็เริ่มติดนิสัยโต้แย้ง  เอาเหตุผลออกมางัดข้อกับเขาบ้าง  เหตุผลใครชนะก็ต้องยอมกัน
       กลายเป็นสังคมที่อยู่ด้วยกันโดยใช้ปัญญา  แต่ไม่ใช้อารมณ์  ฉะนั้นอเมริกันชนจึงสงบสุข  เพราะเขาจะใช้ปัญญาแก้ปัญหาร่วมกัน  เพื่อความถูกต้องสมบูรณ์  บ้านเมืองของเขาจึงร่วมกันแก้ปัญหาอย่างมีระบบ
       อีกอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ  คนในสังคมพูดภาษาเดียวกันหมด  คำว่าภาษาเดียวกัน  หมายถึง  ความเข้าใจที่ตรงกัน  ความเข้าใจในการปฏิบัติตนเพื่อความเป็นพลเมืองดี  ความเข้าใจในการปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามระเบียบของสังคม  และความเข้าใจในการปฏิบัติกับคนอื่น  เช่น  รู้จักขอโทษ  ขอบคุณ  ให้โอกาสคนอื่นที่มาก่อนโดยการเข้าคิว  ให้โอกาสคนอื่น  และมีความสุภาพอ่อนน้อมต่อกัน  รวมไปถึงความเคารพในสิทธิของคนอื่น  พลเมืองรู้หน้าที่ของตนว่าอะไรเป็นหน้าที่  และสิทธิ  คนอเมริกันจะหวงแหนและรักศักดิ์ศรียิ่งชีวิต
 เยาวชนที่รู้หน้าที่ของตนมีอยู่  3  ประเทศ  ที่ฝึกได้ใกล้เคียงกัน  คือ  ประเทศสหรัฐอเมริกา  อังกฤษ  และเยอรมันนี  ตอนเด็กเยาวชนของประเทศเหล่านี้จะใฝ่เรียนใฝ่รู้  ตักตวงวิชาการ  ที่เห็นได้เด่นชัด  ถ้าใครรู้ตัวว่าเรียนไม่เก่ง  เมื่อสำเร็จชั้นมัธยมปลาย  อายุอยู่ในเกณฑ์ทำงานได้คือ  18  ปีขึ้นไป  จะหางานทำช่วยพ่อแม่ทันที  บางคนก็แยกตัวออกไปตั้งตัวเป็นอิสระ  บางคนก็ไปเรียนต่อเมื่อมีเงินสนับสนุนตนเองได้  เพราะมีมหาวิทยาลัยเปิดให้เข้าเรียนได้ตลอดชีวิต  อยู่เป็นจำนวนมาก  เพื่อให้โอกาสคนได้เรียนจนถึงที่สุด
      การที่คุณลักษณะของเยาวชน  ประชาชน  และสังคมของเขาเป็นเช่นนี้  เพราะนโยบายการศึกษาของชาติเขาดี  ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่เหมือน ๆ กันคือ
      1.  รัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาคน  พัฒนาการศึกษาเป็นอันดับหนึ่ง  โดยเฉลี่ยทุกรัฐ  ทุกประเทศที่พัฒนาแล้ว  จะจัดงบประมาณเพื่อสร้างคน  70 – 80  เปอร์เซนต์ ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด
      2.  เยาวชนทุกคนที่อยู่ในเกณฑ์เข้าเรียนจะต้องได้เรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ  บุตรหลานที่อยู่ในครอบครัวที่มีรายได้น้อย  จะได้เรียนฟรีหมด  แม้ค่าเดินทางไปโรงเรียนก็จ่ายให้  ส่วนผู้มีรายได้มากจะมีโรงเรียนเอกชนที่ดี ๆ คู่คี่กันไป  ให้ส่งบุตรหลานไปเรียนได้เสมอ
      3.  หลักสูตรในโรงเรียนโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา  มีหลักสูตรที่แปลกกว่าประเทศไทยหลายอย่าง  เช่น  นักเรียนชั้นประถมศึกษาจะเริ่มมีวิชาการรู้จักและยกย่องตัวเอง  (Self  Esteem)  และหลักสูตรการเคารพคนอื่น  เป็นหลักสูตรปลูกฝังประชาธิปไตย  บางทีก็ใช้ชื่อว่า  Respect  of  Individuals  เป็นต้น  เด็กจึงรู้จักเข้าคิว  เข้าแถว  กล่าวคำสวัสดี  ขอโทษ  ขอบคุณ  มาตั้งแต่เด็ก ๆ 
      4.  วิธีการสอนของเขา  จะเน้นการคิดวิเคราะห์  สังเคราะห์ทุกเนื้อหา  ทุกบริบท  จะไม่เน้นการจำ  และบูรณาการวิชาที่เหมือนกันเข้าด้วยกัน  และทุกขั้นตอนการสอนจะเน้นการรักษาสุขภาพ  การควบคุมอารมณ์  และคุณธรรมศีลธรรมร่วมด้วย  จะไม่มีวิชานี้แยกออกมาต่างหาก  วิชาประวัติศาสตร์จะเรียนตั้งแต่เด็ก ๆ 
       คำว่าการสอนเชิงคิดวิเคราะห์  คือ  ให้นักเรียนหัดแยกแยะ  (Analyze) ว่าอะไรถูกอะไรผิด  อะไรควร อะไรไม่ควร  และสังเคราะห์  คือ  สร้างสรรค์ตามความถนัด  (Synthesyze)  และนำสิ่งที่เรียนไปใช้เสมอนอกห้องเรียน  (Apply)  นี่เองที่ทำให้คนของเขารู้จักเถียงกันด้วยเหตุผล  กลายเป็นสังคมอุดมปัญญา  
       ประเทศที่เป็นต้นแบบของสังคมอุดมปัญญาในเอเชียก็มีประเทศญี่ปุ่น  มาเลเซีย  สิงคโปร์  ในยุโรปมีหลายประเทศ  จะหยิบยกมาอธิบายรายละเอียดต่อไป  แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ที่สังเกตได้ง่ายคือการเมืองของประเทศเหล่านี้สงบนิ่ง  เพราะคนมีการศึกษาที่ถูกต้องเศรษฐกิจดี  มุ่งสร้างคนให้มีอาชีพ  และเป็นคนดีของสังคม  เขาทำได้อย่างไร ?  จะพาไปเจาะลึกหลาย ๆ มุม  
       สำหรับประเทศไทย  มีอะไรที่ดี ๆ มากมายจนประเทศอื่น ๆ อิจฉา  แต่เหมือนคนซื้ออุปกรณ์สร้างบ้านที่ดี ๆ มากองไว้  แต่ขาดวิศวกรออกแบบ  วางแผนสร้างบ้านให้ร่มรื่นสวยงาม  ขณะนี้เราต้องการวิศวกรวางแผนพัฒนาคน  (Human  Resources  Engineer)  เมื่อนั้นเราจึงจะได้นักการเมืองที่มีคุณภาพให้กับประเทศ 

 

( สุภาภรณ์ นิลยกานนท์(เพชรสุภา)  

 

การศึกษาไทย VS. การศึกษาอเมริกา (2)       

ผมเป็นนักเรียนในโครงการแลกเปลี่ยนไทย-อเมริกาปี 2552 ผมเป็นนักเรียนชั้นม.5 อยู่แผนศิลป์-คำนวณ (จริงๆเมื่อก่อนอยู่วิทย์ แต่รับไม่ไหวกับระบบการศึกษาของไทยเลยต้องเปลี่ยน)

ตอนนี้ผมอยู่ที่อเมริกา มาอยู่ที่นี่เป็นเวลาประมาณ 2 เดือน หลายสิ่งหลายอย่างที่ผมสังเกตุเห็นและเปรียบเทียบเกี่ยวกับระบบการศึกษาของไทยกับของอเมริกา คือ

1. นักเรียนไทยไม่ว่าจะแผนไหนก็ตามหรือว่าจะเป็นม.ต้น ต้องเรียนวิชาพื้นฐานอย่างน้อยๆ 10 วิชา และบางวิชาก็ไม่รู้จะเรียนไปทำไม

2. นักเรียนไทยเรียนวิชาคณิตศาสตร์กันอย่างบ้าระห่ำ ผมสงสัยว่าจะเรียนกันทำไมนักหนา ไหนจะแคลคูลัส ไหนจะพาราโบลา ไฮเปอร์โบลา ฟังก์ชันพีชคณิต ฟังก์ชั่นโน่นฟังก์ชั่นนี่

3. เรียนในห้องไม่พอต้องมีเรียนพิเศษอีก ค่าเรียนพิเศษแพงกว่าค่าเทอมโรงเรียนด้วย

4. และไม่ใช่แค่วิชาคณิตศาสตร์ ถ้าเป็นนักเรียนแผนวิทย์ต้องเรียน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ (ถามหน่อยถ้าผมอยากเป็นวิศวะ จะเรียนกายวิภาคไปทำ... หรือ อยากเป็นหมอ จะเรียนโมเมนตัมไปเพื่อ...)

5. ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนามาเป็นเวลาประมาณร้อยกว่าปี ตั้งแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๕ ทรงเสด็จประพาสยุโรป มาถึงวันนี้ก็ยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา (ขออนุญาตอ้างอิงถึงช่วงเวลา ไม่ได้มีเจตนาพาดพิงถึงพระองค์ในทางที่เสียหายแต่ประการใด)

6. และมีอีกมากมายที่ไม่สามารถบอกได้หมดในตอนนี้

 

ด้วยเหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ประเทศของเราเจอกับปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการตกงาน ปัญหาการเมือง และอาชญากรรม หลายคนอาจจะคิดว่าก็แค่ปัญหาในโรงเรียนไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวอะไรกับเศรษฐกิจ, การเมือง, อาชญากรรมเลย แต่อย่าลืมว่าการศึกษาเป็นพื้นฐานของการพัฒนา ถ้าคนในชาติไม่มีการศึกษาหรือการศึกษาไม่มีคุณภาพประเทศจะพัฒนาได้ยังไง

 

มาดูของอเมริกากันบ้าง

1. นักเรียนสามารถเลือกวิชาเรียนได้ ถ้าอยากทำงานไปทางด้านสังคมก็เลือกสังคมวิทยา, จิตวิทยา บางโรงเรียนมีวิชารัฐศาสตร์ด้วย หรืออยากเป็นหมอก็เลือกเรียนวิชากายวิภาค ชีวะวิทยา (ยังมีอีกมากมาย พูดง่าย ๆ คือคล้ายกับในมหาวิทยาลัย

2.ไม่มีเรียนพิเศษ ทำไม? คำตอบนั้นผมไม่แน่ใจแต่ถ้าถามความคิดเห็นของผม ผมคิดว่าเพราะว่านักเรียนมีเวลาที่จะทบทวนและอ่านเองได้ เพราะโรงเรียนเลิกตั้งแต่บ่าย 2.40 และนักเรียนไม่ต้องเปลืองสมองกับวิชาที่ตัวเองไม่จำเป็นต้องใช้

3.อยากให้ลองเปรียบเทียบกันดูโดยเฉพาะนักเรียนม.ปลาย ความแตกต่างของสองประเทศ นักเรียนไทยเรียนแทบตายแต่ประเทศก็ยังเป็นอยู่แบบนี้ กับอเมริกาเรียนวันละ 6 คาบ เลิกเรียนก็เล่นกีฬาหรือกิจกรรมอื่นๆ ผลก็อย่างที่เรารู้ๆกันอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก

ที่อธิบายมาทั้งหมดผมไม่ได้ต้องการแค่เปลี่ยนระบบ GAT/PAT แต่ต้องการเปลี่ยนระบบการศึกษาไทย ไม่ใช่แค่ปฏิรูปการศึกษาอย่างที่นักการเมืองหลายคนพูดกันแต่พอถึงเวลาทำจริง ๆ ก็ทำไม่ได้ และผมก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเลียนแบบอเมริกาทุกอย่าง แต่เราต้องเอาข้อดีข้อเสียของระบบมาประยุค สุดท้ายผมหวังว่าพลังของพวกเรา นักเรียน, นักศึกษาจะเป็นพลังที่เปลี่ยนแปลงประเทศของเราไปในทางที่ดีขึ้นได้

ตอนที่ผมยังอยู่ในไทย ผมได้ยินผลการสำรวจหนึ่งและคิดว่าหลายๆคนคงจะได้ยินอยู่บ่อยๆ ผลสำรวจนั้นก็คือ นักเรียนไทยฉลาดน้อยลง(พูดง่ายๆคือเค้าว่าพวกเราโง่) จะไม่ให้ฉลาดน้อยลงได้ไงคับเล่นอัดมาซะขนาดนั้น เค้าคงอยากจะให้พวกเราเป็นอัจฉริยะ(ผ่าโลกเพี้ยน?)คือรู้ทุกอย่าง แต่ผลออกมาเป็นยังไงครับ? เป็ดชัดๆเลยเนี้ย รู้ทุกอย่างแต่ไม่เก่งจริงซักอย่าง 

( cr.http://fws.cc/antigatpat/index.php?topic=149.0%3B )

 

 

รร.ไทย VS รร.ไฮสคูลเมืองนอก ต่างกันอย่างไร

 

 

  1. 1.               จำนวนนักเรียนในห้อง

โรงเรียนไทยมีนักเรียนเยอะมาก ทั้งโรงเรียนมีเป็นพันๆ คน ห้องนึงส่วนมากก็ไม่ต่ำกว่าห้องละ 40 คน ถ้ามองในมุมพวกเราก็ดูว่าสนุกดีเนอะ เพื่อนเยอะ อบอุ่น เฮฮา เสียงดัง แต่ในขณะเดียวกัน ไฮสคูลในเมืองนอก ห้องนึงเต็มที่แบบจริงๆ ก็มักไม่เกิน 20 คนค่ะ (ส่วนมากจะประมาณ 10-15) เพื่อให้อาจารย์สอนนักเรียนได้อย่างทั่วถึง แต่ก็อาจจะมีข้อเสียนะคะคือถ้าใครแอบหลับนี่ถูกประจานแน่ๆ เพราะเห็นได้ชัดมาก 

 

 

  1. 2.               ชมรม

โรงเรียนที่ไทยนั้น บางโรงเรียนจะมีชมรม บางโรงเรียนก็ไม่มี ซึ่งการเข้าชมรมนั้นส่วนมากก็จะแบบขำๆ ไม่ ซีเรียสอะไร สัปดาห์นึงนัดสมาชิกในชมรมมาคุยกันแค่วันสองวันก็พอ แถมกิจกรรมก็มีๆ หายๆ บางทีตอนเปิดเทอมมีชมรมให้พอเห่อ แต่พอกลางเทอมกลับไม่มีละ (ประสบการณ์ตรงเลย 555) แต่ที่ไฮสคูลเมืองนอก ชมรมเค้าแบบเอาจริงเอาจังมากค่ะ มีไปประกวดไปแข่งกับโรงเรียนอื่นๆ ต้องเข้าชมรมทุกวันหลังเลิกเรียน มีกิจกรรมร่วมกันอย่างจริงจัง เด่นชัด ใครไม่มาร่วมไม่มาช่วยนี่ถูกเพื่อนมองด้วยหางตาแน่นอน 

 

 

 

 

 

 

 

 

3. พละศึกษา

คาบเรียนพละศึกษาที่เมืองไทย ส่วนมากจะแบ่งเป็นระดับชั้นและเทอม เช่น ตอนม.1 เทอม 1 เรียนปิงปอง พอเทอม 2 เรียนกระบี่กระบอง อะไรก็ว่าไป แต่ที่เมืองนอกเค้าจะแบ่งเป็นฤดูค่ะ (เพราะบ้านเค้ามีหลายฤดูนี่เนอะ บ้านเรามีแต่ร้อนกับร้อน) ยกตัวอย่างเช่น ฤดูใบไม้ร่วงก็จะเรียนฮอกกี้ ว่ายน้ำ และวอลเลย์บอล ฤดูหนาวจะเรียนแบดมินตันและบาสเกตบอล (เล่นในร่มได้ ออกไปข้างนอกนี่หนาวตายแน่) ส่วนฤดูใบไม้ผลิเรียนเทนนิสและฟุตบอล อะไรประมาณนี้ค่ะ

 

 

 

4. วิชาเลือก

               วิชาเลือกที่โรงเรียนไทยนั้น เลือกเรียนได้ค่อนข้างน้อยหรือบางโรงเรียนอาจไม่มีให้เลือกเลย (ก็แหม แค่วิชาหลักก็จะตายกันอยู่แล้วเนาะ) แล้ววิชาเลือกส่วนมากก็จะเป็นวิชาที่เสริมมาจากวิชาหลัก เช่น วิชาหลักเป็นอังกฤษ วิชาเลือกก็จะเป็นอังกฤษเพื่อธุรกิจ อังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว อะไรก็ว่าไป แต่ที่ไฮสคูลเมืองนอกวิชาเลือกเค้าแบบเอาจริงสุดๆ ค่ะ แล้วแต่ละวิชานี่คือ โอ้วแม่เจ้านึกว่าเรียนมหาวิทยาลัย 555 เช่น กราฟิกดีไซน์ การละคร ออเคสตรา เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

 

 

ทำไมฟินแลนด์จึงเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

- The Programme for International Student Assessment (PISA) ได้จัดการสอบประเมินนักเรียนที่จบการศึกษาภาคบังคับ (เยาวชนอายุ 15 ปี) ของนักเรียนจำนวน 65 ประเทศโดยประเมินจากความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ และประเมิน 3 วิชาคือ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ผลสอบออกมาปรากฏว่า "ฟินแลนด์" ได้ที่ 2 รองจากเกาหลีใต้

- ประชาชนรู้หนังสือเกือบ 100%

- World Ecomonic Forum (เวทีเศรษฐกิจโลก) จัดให้ฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลกทั้งในระดับประถมศึกษาและระดับที่สูงกว่าขั้นพื้นฐาน (รวมระดับอุดมศึกษา)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การศึกษาในประเทศฟินแลนด์ จะเริ่มตั้งแต่ Daycare หรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสำหรับเด็กอายุ 8 เดือน - 5 ปี โดยที่ Daycare นั้นจะต้องมีสนามเด็กเล่นให้เด็กใช้วิ่งเล่นโดยที่ผู้ปกครองสามารถเข้าไปเป็นเพื่อนเล่นได้ และแน่นอนว่าฟรี ไม่ต้องเสียเงินค่ะ

คำถามที่ตามมาคือ ทำไมต้องให้เด็กไป Daycare ตั้งแต่ยังเด็กมาก ?? อีว่า ฮูจาลา ผู้เชี่ยวชาญพัฒนาการของเด็กชาวฟินแลนด์เคยกล่าวไว้ว่า การศึกษาในช่วงวัยเด็กเป็นช่วงที่จำเป็นและสำคัญมากที่สุด เพราะจะส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงวัยโต เคยมีการวิจัยทางประสาทวิทยาค้นพบว่า 90% ของการเจริญเติบโตของสมองเด็กจะเกิดขึ้นในช่วงตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 5 ปี นี่คือสาเหตุที่ทำให้เด็กๆ ชาวฟินแลนด์ส่วนมากต้องเริ่มไป Daycare ตั้งแต่ยังเล็กมากนั่นเอง นอกจากนี้ อีว่า ฮูจาลา ยังเคยกล่าวประโยคเด็ดไว้ว่า "Daycare ไม่ใช่สถานที่ที่คนเป็นพ่อเป็นแม่จะเอาลูกมาทิ้งไว้แล้วตัวเองก็ออกไปทำงานหาเงิน แต่ Daycare เป็นที่ที่เด็กๆ จะได้เล่นและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับเพื่อนใหม่"

 

 

 

 

 

 

 

 

  แต่สำหรับพ่อแม่บางคนที่ไม่อยากส่งลูกเล็กไป Daycare เนื่องจากลูกยังเล็กเกินไปจึงเป็นห่วงด้านความปลอดภัย ก็มีทางเลือกพิเศษให้ค่ะ นั่นก็คือพ่อแม่สามารถดูแลลูกที่บ้านได้ เปรียบเสมือนบ้านตัวเองเป็น Daycare โดยทางเทศบาลเมืองจะมีเงินจ่ายให้กับพ่อแม่ที่จัดบ้านตัวเองเป็น Daycare ด้วย !! แต่ก็ไม่ใช่ว่าพ่อแม่จะรับเงินแล้วก็มาเลี้ยงลูกแบบทิ้งขว้างได้นะคะ เพราะทางเทศบาลเค้าจะมีการสุ่มตรวจอยู่เสมอค่ะว่าพ่อแม่เลี้ยงลูกได้เหมาะสมหรือเปล่า

ต่อมาเมื่ออายุเข้า 6 ปี เด็กๆ ส่วนมากจะเข้าเรียนในโรงเรียนประเภท Pre-School / Kindergarten เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งก็เป็นโรงเรียนเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียนประถมกึ่งๆ โรงเรียนอนุบาลบ้านเรานั่นเองค่ะ โดยเด็กๆ จะได้เรียนอ่านเขียนหนังสือกันอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการฝึกตนเองให้เป็นคนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน เข้าใจในความต้องการของผู้อื่น และมีทัศนคติในแง่บวกต่อคนรอบข้างและวัฒนธรรมอื่นๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

และพออายุครบ 7 ปี ก็จะได้เวลาของ "การศึกษาภาคบังคับ" แล้วค่ะ คือบังคับเลยว่าต้องเข้าเรียนทุกคน โดยการศึกษาภาคบังคับของฟินแลนด์จะกินเวลาทั้งหมด 9 ปีตั้งแต่เกรด 1-9 (ประมาณป.1 - ม.3 บ้านเรา) โรงเรียนส่วนมากเป็นโรงเรียนรัฐบาล แน่นอนว่าเรียนฟรี ส่วนโรงเรียนเอกชนก็มีบ้างแต่ค่อนข้างน้อยค่ะ แต่ถึงจะเป็นโรงเรียนเอกชน นักเรียนก็เรียนฟรี !! เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของการเรียนในช่วงนี้คือ โรงเรียนในฟินแลนด์จะไม่มีหลักสูตร Gifted สำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษด้านใดด้านหนึ่ง เพราะเขาถือว่าเด็กทุกคนควรได้รับการพัฒนาไปพร้อมๆ กันอย่างเท่าเทียมกัน และควรให้สำคัญแก่เด็กที่เรียนอ่อนมากกว่าเด็กที่เรียนเก่ง

        สำหรับบรรยากาศการเรียนนั้น ห้องเรียนหนึ่งมักมีนักเรียนไม่เกิน 20 คน สัปดาห์หนึ่งเรียน 4-11 วิชา ตกวันละไม่เกิน 5 ชั่วโมง เช่น ภาษาหลัก (ภาษาฟินนิชหรือสวีดิช) ภาษาต่างประเทศ คณิตศาสตร์ พลศึกษา ศิลปะ หัตถกรรม เป็นต้น และที่สำคัญ ต่อให้บ้านนักเรียนจะอยู่ในชนบทไกลแค่ไหนก็ไม่ต้องห่วงค่ะ ทางโรงเรียนจะมีรถนักเรียนไปรับ-ส่งนักเรียนฟรีค่ะ (เริดสุด)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 และพอจบเกรด 9 แล้ว ก็จะจบการศึกษาภาคบังคับ ใครไม่อยากเรียนต่อก็ได้ ส่วนใครที่อยากเรียนต่อ ก็จะสามารถแบ่งไปได้ 2 ทางคือ

โรงเรียนมัธยมปลาย คือเรียนต่อไปเกรด 10-12  เหมาะสำหรับนักเรียนที่ต้องการเรียนต่อในคณะต่างๆ ของมหาวิทยาลัยในสายวิชาการ เช่น แพทยศาสตร์ ครุศาสตร์ นิติศาสตร์ 

โรงเรียนสายอาชีพ จะคล้ายๆ ปวช. บ้านเรา เหมาะสำหรับนักเรียนที่ต้องการฝึกทักษะวิชาชีพมากกว่า

และเมื่อเรียนจบจากโรงเรียนมัธยมปลายหรือโรงเรียนสายอาชีพแล้ว ก็จะแยกไปได้อีก 2 ทางค่ะ คือ มหาวิทยาลัยทั่วไป และ โพลีเทคนิค ... มหาวิทยาลัยทั่วไปคงไม่ต้องอธิบายเพราะคงรู้จักกันดี พอเรียนจบปริญญาตรี ก็ต่อปริญญาโทและเอกได้ ส่วนโพลีเทคนิคนั้น จะคล้ายๆ ปวส. ของเมืองไทยแต่จะใช้เวลาเรียน 3-4 ปี ปัจจุบันฟินแลนด์มีจำนวนมหาวิทยาลัยประมาณ 20 แห่ง และมีจำนวนโพลีเทคนิคประมาณ 30 แห่งค่ะ แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เรียนฟรีแถมมีอาหารกลางวันให้อีกด้วย (ส่วนค่าอุปกรณ์การเรียนนักศึกษาต้องเป็นผู้ออกเองนะ)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เกร็ดน่ารู้เพิ่มเติม

- ฟินแลนด์เป็นประเทศหนึ่งที่ผลิตหนังสือสำหรับเด็กมากที่สุดในโลก

- รายการต่างประเทศที่เข้ามาฉายในช่องทีวีของฟินแลนด์ มักไม่ค่อยมีการพากย์เสียงภาษาฟินแลนด์ จะยังคงพูดภาษาเดิมนั้นๆ แต่จะขึ้นซับไตเติ้ลด้านล่างให้อ่านแทน

- ฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีคอรัปชั่นน้อยมากถึงมากที่สุด

 

นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์อีกมากมายจากเด็กไทยที่ได้ไปเรียนต่อที่เมืองนอก ทั้งในไฮสคูลและคอลเลจ

ประเทศแคนาดา

(แจน ณัฐกมล ลือสมบูรณ์ )

ตอนนี้แจนกำลังเรียนปีหนึ่งที่มหาวิทยาลัย British Columbia (ขอเรียกว่า UBC นะคะ) ในเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดาค่ะ

ต้องบอกก่อนว่า ประเทศแคนาดาเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ไพศาลมากๆ แต่ละมณฑล (หรือเขตปกครอง) ก็เลยต้องมีกระทรวงศึกษาธิการประจำมณฑล ซึ่งก็ทำให้การแบ่งชั้นประถม ม.ต้น ม.ปลาย ต่างกันออกไปแล้วแต่กระทรวงจะกำหนด สำหรับในมณฑล British Columbia ที่แจนอยู่ (แจนขอเรียกสั้นๆ ว่า BC นะคะ) ชั้นประถมคือเกรด 1-7 ส่วนชั้นมัธยมคือเกรด 8-12 (เหมือนป.1-ป.7 กับม.1-ม.5 ในสมัยคุณพ่อคุณแม่เลยใช่มั้ยคะ) แต่แจนขอพูดถึงชั้นม.ปลายเป็นหลักแล้วกันค่ะ

มณฑลๆ อื่นในแคนาดารวมถึงอเมริกา เขาเรียกโรงเรียนมัธยมว่า High schoo แต่โรงเรียนมัธยมใน BC เขาเรียกว่า Secondary schoolค่ะ เด็กม.ต้นหรือว่า Junior คือนักเรียนเกรด 8-10 ส่วนเด็กม.ปลายหรือ Senior คือนักเรียนเกรด 11-12 ค่ะ 

แจนเพิ่งย้ายมาอยู่แคนาดาเมื่อปีที่แล้ว มาเข้าเกรด 12 ที่นี่พอดีค่ะ สำหรับนักเรียนไทยหลายคนหรือเด็กต่างชาติที่มาเรียนที่แคนาดา จะต้องมาทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษกับทางโรงเรียนกันก่อนทุกคน เพื่อจะได้รู้ว่าจะได้เรียน ESL (English as a Second Language) ระดับไหน แต่แจนไม่ได้สอบค่ะ เพราะว่าก่อนมาสอบไอเอลท์มาแล้ว พอมาถึงก็เอาคะแนนยื่นให้โรงเรียนดู เขาเลยให้เราไปลงเรียน English12 คือห้องธรรมดารวมกับเด็กที่นี่ไปเลย โชคดีมากๆ เลยค่ะ อ้อ ขอบอกก่อนว่า สำหรับใครที่จะมาเรียนที่แคนาดาตอนเกรด 11-12 แล้วคิดจะต่อมหาวิทยาลัยที่นี่เลย แจนว่าถ้าสอบ ไอเอลท์หรือโทเฟลมาก่อนก็ไม่เสียหายนะคะ แต่ต้องกะช่วงเวลาสอบดีๆ ไม่ให้มันหมดอายุก่อนกำหนดยื่นคะแนนเข้ามหาวิทยาลัยด้วยค่ะ โดยปกติคะแนนพวกนี้จะเก็บไว้ได้ 2 ปี

ที่เมืองไทย ม.6 เป็นช่วงที่นักเรียนโดดเรียน แล้วก็ไปเรียนพิเศษกันเยอะที่สุดใช่มั้ยคะ แต่ที่แคนาดานี่ไม่ได้เลยค่ะ เพราะว่าการจะเข้ามหาวิทยาลัยที่นี่ได้ เขาดูคะแนนในเกรด 12 เป็นหลัก ใครโดดเรียนก็อาจจะทำให้สอบได้คะแนนไม่ดี แถมโดนหักคะแนนความประพฤติอีก หมดสิทธิ์เข้ามหาวิทยาลัยที่อยากเข้าได้ง่ายๆ เลยนะคะ

แต่ก่อนที่จะเข้ามหาวิทยาลัยได้ เราก็ต้องจบมัธยมก่อนและการที่จะจบเกรด 12 ใน BC ได้ นักเรียนทุกคนต้องเรียนให้ครบ 80 หน่วยกิตในระยะเวลา 3 ปีของเกรด 10-12 ค่ะ ซึ่งจะประกอบด้วยวิชาบังคับ , วิชาเลือก , Graduation Transitions และ วิชา Academic ฟังดูสับสนวุ่นวายนิดๆ ใช่มั้ยคะ แจนจะอธิบายทีละส่วนค่ะ

 

1) วิชาบังคับที่ต้องเรียนทุกปี นั่นก็คือวิชาภาษาอังกฤษค่ะ นักเรียนทุกคนต้องผ่าน English10 , English11, และ English12 หรือเทียบเท่า ไม่งั้นเรียนไม่จบนะคะ โดยเกรด 10 จะมีวิชาบังคับ 6 วิชา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ วิทย์ เลข สังคม พละ และ Planning10 (คล้ายๆ กับวิชาแนะแนว) ส่วนเกรด 11 – 12 แน่นอนว่าต้องเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ที่เหลือก็เลือกได้ว่าจะเรียน…

• คณิต 11 หรือ คณิต 12 
• วิทยาศาสตร์ 11 หรือ วิทยาศาสตร์ 12 (ที่แยกเป็นฟิสิกส์ เคมี ชีวะ) 
• สังคม11 หรือ สังคม 12 (พอเกรด 12 อาจจะแยกเป็น ประวัติศาสตร์ จิตวิทยา ภูมิศาสตร์ กฏหมาย แล้วแต่โรงเรียน
• หมวดศิลปะหรือการงานอีก 1 วิชา อย่างเช่น ศิลปะ เต้น ดนตรี งานไม้ ทำอาหาร ทำขนม

2) วิชาเลือก วิชาหมวดนี้จะมีให้เลือกมากหรือน้อยก็ตามแต่ขนาดโรงเรียนค่ะ อย่างที่ Moscrop (โรงเรียนที่แจนจบมา) ก็มีภาษาต่างประเทศสอนอีกหลายภาษา เช่น ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อิตาเลียน แล้วก็มีวิชาอย่างวิชาบัญชี การจัดการ แคลคูลัส พัฒนาการเด็ก

3) Graduation Transitions เป็นเหมือนการบ้านให้เราจัดการเองค่ะ จะประกอบไปด้วย 5 ส่วน ได้แก่ 
• Healthy Living Plan ที่เราต้องเขียนอธิบายว่าเราจะปฎิบัติตัวอย่างไรให้ร่างการแข็งแรงสุขภาพดี 
• Daily Physical Activity (DPA) ที่ต้องกรอกว่าเราออกกำลังกายอย่างไร (เรียนพละ เล่นกีฬา หรือเดินมาโรงเรียน) ให้ความรู้สึกเหมือนตอนที่ต้องวิ่งเก็บรอบสมัยที่แจนอยู่ม.ปลายที่เมืองไทยเลยค่ะ คนที่กรอกว่าตัวเองทำนู่นทำนี่ แต่ไม่ได้ทำจริงๆ ก็มีนะคะ (แต่แจนไม่ใช่หนึ่งในนั้นแน่นอน ฮ่าๆๆ)
• 30 Hours Work Experience ซึ่งเราต้องเก็บชั่วโมงอาสาสมัครหรือฝึกงานภายในเกรด 12 ให้ครบ 30 ชั่วโมง โดยที่ที่เราจะไปอาสาสมัครหรือฝึกงานนั้น ควรเป็นที่ที่เราสนใจ และถ้าเป็นงานที่มีความเกี่ยวข้องกับอาชีพที่เราอยากเป็นในอนาคตก็ยิ่งดีค่ะ
•  Graduation Transition Plan เป็นเหมือนชุดใบงานที่เราต้องเขียนอธิบายว่าได้ทักษะอะไรบ้างจากโรงเรียนมัธยม เมื่อจบแล้วจะไปเรียนต่อที่ไหน สาขาอะไร ทำงานอะไร ปีหน้าจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่บ้างโดยประมาณ 
•  Student-Led Interview ซึ่งทางโรงเรียนจะเชิญผู้ใหญ่ในชุมชนที่สนใจ มานั่งฟังเราอธิบายพรีเซนต์ตัวเองว่าหลังจากจบมัธยมแล้ว เรามีแผนจะทำอะไรต่อ โดยใช้ Transition Plan เป็นตัวช่วยค่ะ ตอนพรีเซนต์นี่ตื่นเต้นมากค่ะ เพราะทุกคนต้องแต่งตัวเป็นทางการ ประมาณว่าเป็นนักธุรกิจที่กำลังจะเข้าประชุมกันเลยก็ว่าได้

4) วิชา Academic สำหรับในเกรด 12 นักเรียนต้องลงวิชา Academic ซึ่งก็คือวิชาการหนักๆ อย่างเลข วิทย์ หรือสังคม อย่างน้อย 4 วิชาค่ะ (รวมถึงวิชาอังกฤษด้วย) โดยวิชาที่เราจะเลือกลง ก็ต้องแล้วแต่ว่าเราจะเข้าคณะอะไร เช่น ถ้าอยากเรียนคณะวิศวะฯ ก็ต้องไปลงฟิสิกส์ อะไรทำนองนี้ค่ะ

         สำหรับโรงเรียนในแคนาดา Counsellor หรือจะเรียกว่าครูแนะแนวก็คงได้มั้งคะ ถือว่าเป็นครูคนสำคัญสำหรับนักเรียนเลยค่ะ มีอะไรก็มาปรึกษาได้ตลอด Counsellor ของแจน ชื่อ Ms.Vancic ค่ะ ครูเขาน่ารักจริงๆ ช่วยตั้งแต่ตอนเลือกวิชาที่จะลงเรียน ซึ่งแจนก็เลือกเรียน….

• English 12 หรืออังกฤษ อันนี้แน่นอนอยู่แล้ว 
• Math 12 หรือคณิต ขอรับรองว่าง่ายกว่าที่เมืองไทยเยอะเลยค่ะ 
• Biology 12 หรือชีววิทยา ซึ่งเนื้อหาจะครอบคลุมระบบในร่างกายมนุษย์ทั้งหมด 
• History 12 หรือประวัติศาสตร์ เรียนเรื่องประวัติศาสตร์โลกตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่1
• AP Psychology วิชาที่มี AP นำหน้าคือพวกวิชา Advanced Placement เนื้อหาจะค่อนข้างยากแต่มีประโยชน์ที่ว่า ถ้าเราเรียนตัวนี้ เราก็มีสิทธิ์ได้หน่วยกิตของมหาวิทยาลัยเลยนะคะ ประหยัดเวลาตอนเรียนมหาวิทยาลัย แถมประหยัดค่าหนังสือกับค่าหน่วยกิตด้วยค่ะ ^^ ซึ่งวิชาจิตวิทยานี้เป็นวิชาที่สนุกที่สุดเลยล่ะค่ะ เรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ ระบบประสาท ความจำ พัฒนาการต่างๆของมนุษย์ ฯลฯ แจนได้ไปทำการทดลองหลอกเด็กด้วยค่ะ อิอิ แจนเพิ่งรู้จากในคาบนี้ว่าว่า ถ้าเราแบ่งคุกกี้ให้ตัวเราเอง 2 ชิ้น แล้วให้คุกกี้ชิ้นเดียวแต่หักเป็นสองส่วนให้เด็กที่อายุน้อยกว่า 7 ขวบ เด็กๆ ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าเราแบ่งยุติธรรมแล้วนะคะ ถึงเราจะได้มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด (สำหรับเรา) ก็ตาม 
• Child Development 12 หรือวิชาพัฒนาการเด็ก วิชานี้สนุกเหมือนกันนะคะ เหมาะสำหรับคนที่อยากเป็นนางสาวไทย เอ๊ย คนที่รักเด็กน่ะค่ะ เพราะแจนเองก็ได้ไปทัศนศึกษา และจัดทั้งปาร์ตี้ทั้งกิจกรรมให้เด็กชั้นประถมตั้งหลายรอบ  
• Physical Education12 หรือวิชาพละนั่นเอง ที่เลือกไม่ใช่เพราะอะไรหรอกค่ะ เขาพาไปทัศนศึกษาทำกิจกรรมเยอะแยะ ตั้งแต่เล่นสเก็ตน้ำแข็ง เล่นเลื่อนหิมะ ปีนผาจำลอง และเล่นสวนน้ำ ใครที่ชอบกิจกรรมสนุกๆ ต้องลงวิชาพละเลยนะคะ

และถ้าเรียนครบตามนี้ก็เท่ากับว่า เราเก็บหน่วยกิตครบและพร้อมสำหรับเข้ามหาวิทยาลัยในแคนาดาแล้วล่ะค่ะ

 

นอกจากนี้ที่แคนาดายังมี HUMEN LIBRARY หรือห้องสมุดมนุษย์นั่นเอง

สำหรับโครงการ Human Library เป็นโครงการที่จัดขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้เราได้พูดคุยกับคนประเภทต่างๆ เพื่อลดอคติ และสร้างความเข้าใจต่อคนในสังคม โดยเปรียบคนเป็นหนังสือ และเราสามารถเลือกได้ว่าเราอยากอ่านหนังสือเล่มไหนหรืออยากคุยกับคนไหน โรงเรียนของแจนเป็น 1 ใน 7 โรงเรียนของแคนาดาที่มีกิจกรรมนี้ และแคนาดาเป็น 1 ใน 33 ประเทศทั่วโลกที่มีโครงการนี้ รู้สึกว่าตัวเองโชคดีอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ

ก่อนหน้าที่แจนกับเพื่อนๆ จะได้เข้า Human Library ครูวิชาอังกฤษก็ให้รายชื่อ "หนังสือ" กับพวกเราล่วงหน้าสองสามคาบ จะได้ตัดสินใจได้ว่าอยาก "อ่าน" เล่มไหนเป็นพิเศษ ชื่อหนังสือแต่ละเล่มน่าสนใจทั้งนั้น ตัดสินใจไม่ถูกเลยค่ะ แถมครูยังบอกว่าหนังสือเล่มเดียวอาจมีได้หลายเนื้อหา ยิ่งฟังก็ยิ่งตื่นเต้นขึ้นไปอีก

พอวันที่ได้เข้า Human Library จริงๆ ครูอังกฤษของห้องแจนยุ่งจนเกือบลืมพานักเรียนเข้าห้องสมุด เลยมีเวลาเหลือแค่ไม่ถึงชั่วโมง แจนก็เลยมีเวลาคุยกับหนังสือแค่สามเล่มเท่านั้นเอง แต่แค่สามเล่มนั้นก็ทำให้แจนได้รู้อะไรมากขึ้นเยอะเหมือนกันนะคะ

 

 “หนังสือ” เล่มแรกหรือผู้หญิงคนแรกเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า/โรคคลั่งผอม/นักเคลื่อนไหวเพื่อสหพันธ์แรงงาน (เป็นไงคะ แค่เล่มเดียว ก็ปาไปหลายชื่อแล้ว) เธอชื่อแอนนาค่ะ คนเราพอได้ยินว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก็จะคิดถึงคนท่าทางเศร้าๆ  ไม่พูดคุยกับผู้คนและการฆ่าตัวตายใช่มั้ยคะ แล้วผู้ป่วยโรคคลั่งผอมก็น่าจะผอมกะหร่องเป็นไม้เสียบผี แต่แอนนาคนเป็นผู้หญิงยุโรปตัวท้วมๆ แถมยังใจดีมากๆเลย แจนกับเพื่อนได้ฟังแอนนาเล่าให้ฟังว่า เธอมารู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคคลั่งผอมสมัยอยู่มัธยมต้น เธอกินอาหารน้อยมาก มื้อเช้าที่บ้านก็ไม่ค่อยแตะ อ้างว่าเพิ่งตื่น ยังไม่หิว พอต้องไปกินมื้อเที่ยงที่โรงเรียน แอนนาก็ไม่ซื้ออะไรกินเลยซักอย่าง เก็บเงินไว้ในกระเป๋าอย่างเดียว (เธอบอกว่าได้เป็นกอบเป็นกำเลยค่ะ) พอกลับบ้านมามื้อเย็นก็บอกที่บ้านว่าอิ่มมาจากโรงเรียนแล้ว ถ้าแม่บังคับให้กิน ไม่ว่าจะอะไรก็จะพยายามล้วงคอหมด วนไปวนมาอย่างนี้เป็นหลายปีเหมือนกันค่ะ

พออายุซักยี่สิบกว่าๆ เธอก็พบว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอีก แอนนาเล่าว่าเธอไม่อยากตื่น ไม่อยากลุกไปทำงาน อยากร้องไห้อยู่ตลอดเวลา ตอนเล่าไปเธอก็ร้องไห้ไปด้วยค่ะ แจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน แต่แล้ววันหนึ่ง เธอก็ได้จับพลัดจับผลูไปช่วยงานสหพันธ์แรงงานและได้ทำงานรณรงค์เป็นนักเคลื่อนไหว เรียกร้องสิทธิ ฟังดูคนละแนวกับคนป่วยทั้งสองโรคที่ว่ามาเลยนะคะ แอนนาก็ทำงานนี้อย่างเต็มใจและเต็มที่ ตอนที่เล่า เธอก็ยิ้มๆ ด้วยความภูมิใจอย่างที่สุดเลยค่ะ แต่ก็เพราะอย่างนี้แหละค่ะ แอนนาถึงได้เปลี่ยนวิถีชีวิต หลุดพ้นจากโรคคลั่งผอม และกำลังดูแลรักษาตัวเองให้ไม่ซึมเศร้ามากเกินไปค่ะ

เสร็จแล้วแจนกับเพื่อนก็ได้ไปนั่งอ่าน “หนังสือ” เล่มที่สอง เป็นแม่ของเด็กที่เป็นออทิสติก/อดีตวัยรุ่นที่ออกจากโรงเรียนกลางคัน/นักเคลื่อนไหวเพื่อการศึกษาภาครัฐ/เลสเบี้ยน (โอ้ว้าว) คนนี้ชื่อเจนค่ะ พอได้ยินคำว่าเลสเบี้ยน ใครหลายคนคงรู้สึกสยิวกิ้วขึ้นมาเหมือนกันใช่มั้ยคะ เจนเป็นผู้หญิงวัยกลางคน พูดจาห้วนๆ สั้นๆ แถมยังดูดุนิดๆ พวกเราก็เลยไม่กล้าถามอะไรมาก เจนก็เล่าให้ฟังว่า การที่เธอได้มาเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อการศึกษา นั่นเพราะว่าลูกชายที่เธออุปการะนั่นแหละค่ะ ลูกชายของเธอเป็นเด็กออทิสติก ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ การศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้ก็มีการจัดขึ้นหลายปีแล้วล่ะค่ะ เพียงแต่ว่าอาจจะยังไม่ดีเท่าที่คุณแม่เจนต้องการ เธอก็เลยจัดการเข้าไปคุยกับโรงเรียน (เป็นโรงเรียนในแวนคูเวอร์ค่ะ ไม่ใช่ที่ที่แจนเรียนอยู่) ซึ่งทางโรงเรียนก็ใจกว้างมากค่ะ รับฟังข้อเสนอแนะของเธออย่างเต็มที่ และแนะให้เธอเข้าไปคุยกับเขตการศึกษาโดยตรงเลย ทั้งๆ ที่เจนไม่ได้จบแม้แต่ชั้นมัธยมด้วยซ้ำ (เธอบอกว่าเพราะครูเอาแต่พูดอย่างเดียว ไม่ยอมให้นักเรียนมีส่วนร่วมเลยแม้แต่น้อย) แต่เธอก็ได้จัดการปรับปรุงอะไรหลายๆ อย่าง ตั้งแต่ผังที่นั่ง ระยะเวลาเรียน รวมไปถึงเนื้อหาที่นักเรียนกลุ่มความต้องการพิเศษใช้ในการเรียน ส่งผลให้ผู้ปกครองหลายคนรู้สึกพอใจกับระบบมากขึ้น ส่วนเรื่องที่เธอเป็นเลสเบี้ยน เธอก็บอกว่าไม่ได้มีผลกระทบต่อลูกชายของเธอเลย และการที่เขามีแม่สองคนนั้น ทำให้เขาอบอุ่นเป็นพิเศษเลยค่ะ

หลังจากนั้น แจนกับเพื่อนก็ได้มาเปิด “หนังสือ” เล่มที่สามและเล่มสุดท้ายของวันนั้น เป็นชาวไร่/นักดนตรีแจ๊ส/สมาชิกสภาท้องถิ่น/อดีตคนติดยา/อดีตวัยรุ่นที่หนีออกจากบ้าน เป็นไงคะ แค่อ่านชื่อก็รู้ว่าเนื้อหาเน้นๆ แน่นอนเลย คนนี้ชื่อชัคค่ะ ชัคเล่าให้พวกเราฟังว่า ตอนวัยรุ่น เขามีปัญหากับครอบครัว ก็เลยหนีออกจากบ้าน พอเจอเด็กกลุ่มหนึ่งระหว่างทาง ชัคก็ยอมให้ตามไปด้วย สุดท้ายเด็กกลุ่มนี้ก็ไปลงเอยในป่าค่ะ พวกเขาตกปลา ล่าสัตว์ ขโมยของบ้าง เป็นการประทังชีวิต (ทำให้แจนนึกถึงปีเตอร์แพนขึ้นมาได้) ระหว่างที่ตระเวนๆ หาของกินของใช้แถวชายป่า ชัคก็ได้เจอกับกลุ่มวัยรุ่นอีกกลุ่ม ที่เสนอทั้งเหล้า บุหรี่ กัญชา และยาบ้าให้ชัคกับเพื่อนๆ ของเขา ชัคก็ติดงอมแงมเลยค่ะ กว่าจะรู้ตัวอีกที เพื่อนสนิทก็เสียชีวิตเพราะฤทธิ์ยาซะแล้ว

หลังจากนั้นชัคก็เล่าว่าเขาเพลาๆ การเสพลงทุกอย่าง แต่ก็ยังไม่ยอมเลิก จนกระทั่งมีลูกสาวนั่นแหละค่ะ ชัคถึงมีความตั้งใจเลิกเหล้า บุหรี่ และยาได้อย่างจริงจัง พออายุยี่สิบกว่าๆ เขาก็ออกจากป่ามาทำงานในไร่ค่ะ ชัคเล่าว่าเขาทำงานหนักมากจนเก็บเงินหาที่อยู่ให้กับครอบครัวของตัวเองได้ แถมยังใช้เวลาว่างฝึกเล่นดนตรีแจ๊ส จนในที่สุดชัคกับวงของเขาก็ได้เป็นวงดนตรีประจำผับเล็กๆ แห่งหนึ่ง จนอยู่มาวันหนึ่ง ชัคก็ได้รับคำชักชวนจากเพื่อนของเขาให้สมัครสมาชิกสภาท้องถิ่น แจนก็จำไม่ได้เหมือนกันค่ะ ว่าทำไมจู่ๆ เขาถึงสนใจ แต่ชัคก็เล่าว่าเขารับปากเพื่อนไปนะคะ และสุดท้ายก็ได้รับเลือก ตอนนี้เขาก็ยังทำหน้าที่นี้อยู่ค่ะ แถมยังสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับท้องถิ่นของเขาพอสมควร แล้วก็มีความสุขกับชีวิตครอบครัวของตัวเองมากๆ แจนกับเพื่อนฟังแล้วตื่นเต้นมากๆ เลยค่ะ ใครจะเชื่อคะว่าอดีตเด็กวัยรุ่นที่เคยหนีออกจากบ้านแถมยังติดยา จะมีอนาคตที่ดีได้ขนาดนี้

แต่แล้วเวลาของการเข้าห้องสมุดก็หมดลง เพราะออดบอกเวลาพักเที่ยงดังขึ้นซะก่อน แจนเสียดายจริงๆ ที่ไม่ได้เข้าไปคุยกับคนอื่นๆ อย่างเช่น อดีตนักโทษ ชาวไร่/ครู/นักสเก๊ตลีลา/เกย์ นักเดินทางรอบโลกราคาประหยัด และช่างทำผมดาราภาพยนตร์ ถ้ามีโอกาส แจนก็คงขอเข้าไปนั่งฟังประสบการณ์ชีวิตของ “หนังสือ” หลายเล่มที่ว่ามานี้อย่างไม่ลังเลเลยค่ะ เพราะมันทำให้โลกทัศน์ของแจนกับเพื่อนๆ กว้างขึ้นกว่าเดิมจริงๆ

จากโครงการนี้ทำให้แจนเห็นว่า การเปิดใจให้กว้างเพื่อยอมรับคนอื่นเป็นข้อดีของคนแคนาดาจริงๆ ต่อให้ไม่มีกฎหมาย แจนว่าคนที่นี่เขาก็ยังคงเป็นคนใจดี ใจกว้าง และต้อนรับคนต่างชาติต่างภาษาด้วยความอบอุ่นเหมือนเดิมล่ะค่ะ

ประเทศออสเตรเลีย

("น้ำหวาน")

สวัสดีค่ะ เราชื่อ "น้ำหวาน" อายุ 17 ปี ตอนนี้กำลังเรียน Year 12 (ม.6) อยู่ที่ Beenleigh State High School 
 ประเทศออสเตรเลีย
 วันนี้ก็จะมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังเกี่ยวการเรียน  High School ที่นี่นะคะ

ก่อนอื่นขอแนะนำโรงเรียนก่อน โรงเรียนที่น้ำหวานเรียนอยู่ ตั้ง อยู่แถวๆ Beenleigh [บีนลีค] เป็นโรงเรียนรัฐบาลในรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ห่างจากตัวเมืองบริสเบน ประมาณ 45 นาที โรงเรียนใหญ่มากๆๆๆๆ มีฟาร์มเป็นของตัวเอง

ตอนแรกๆ เวลาคนอื่นถามน้ำหวานว่าจะเข้าโรงเรียนอะไร แล้ว น้ำหวานตอบว่าเรียน Beenleigh เค้าจะแบบมองหน้าสีหน้า แปลกๆ เพราะว่าเมื่อก่อนประมาณ 10-20 ปีที่แล้ว โรงเรียนนี้ขึ้น ชื่อว่าเป็นโรงเรียนที่แย่มากกกกกกก นักเลงอันธพาลเต็มโรงเรียนไปหมด ขายยากันในโรงเรียน สูบบุหรี่ ตบกัน อะไรแบบนี้ แต่เท่าที่อยู่มา 3 ปี บีนลีคก็เป็นโรงเรียนที่ดีมากๆ แห่งหนึ่ง คุณครูใจดี พร้อมช่วยเหลือนักเรียน ทั้งโรงเรียนมีนักเรียนทั้งหมดพันกว่าคน มีน้ำหวานเด็กไทยแท้ๆ อยู่คนเดียว T_T ลูกครึ่งไทยมีบ้างอยู่นิดหน่อย แต่พูดไทยกันน้อยมาก-ไม่ได้เลย และเนื่องจากที่ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีคนจากหลากหลายเชื้อชาติมากกก ที่ ร.ร.น้ำหวานก็เลยมีเพื่อนแทบจะจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลี่ยนแท้ๆ [อยู่กันมา 5-6 Generation แล้ว] ชนเผ่าพื้นเมือง เยอรมัน สวีดิช ไอริช อังกฤษ อัฟกานิสถาน แอฟริกัน  จีน เกาหลี ขเมร ลาวเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียน อิตาเลี่ยนนิวซีแลนด์ ฯลฯ  ซึ่ง [เกือบ] ทุกคนน่ารักมาก ไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการเหยียดสีผิวมากเท่าไร 

จากนี้จะขอพูดถึงเรื่องการเรียนละกันนะคะ การเรียนช่วง Year8-9 (ม.2-3) น้ำหวานคิดว่าที่นี่เรียนกันง่ายมากๆ ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไร เลขที่นี่ยังเรียนวิชานับเลข ทศนิยม อ่านนาฬิกา  เศษส่วน พื้นที่กันอยู่เลย - -“

พอมา Year 10 (ม.4) คือปีสุดท้ายของการศึกษาช่วงบังคับและเป็นช่วงเตรียมตัวสำหรับนักเรียนที่จะเรียนต่อ Year 11-12 บังคับเรียนแค่เลขกับอังกฤษ นอกนั้นนักเรียนเลือกเรียนได้ทั้งหมด 8 วิชา โดยจะแบ่งเรียนภาคเรียนที่หนึ่ง 4 วิชาภาคเรียนที่สองอีก 4 วิชา

Year 11-12 (ม.5-ม.6) เป็นช่วงที่สำคัญมากสำหรับคนที่ต้องการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น ถ้าไม่ตั้งใจเรียน ไม่ส่งงาน หรือโดด ทางโรงเรียนไล่ออกเลยค่ะ [เห็นมาแล้ว] หรือถ้าการเรียนแย่ - แย่มาก ทางโรงเรียนจะเรียกไปคุยให้ทบทวนว่าจะเรียนต่อไหม เพราะคนที่นี่เค้าคิดว่าถ้าไม่เรียนต่อ ก็ออกไปทำงานดีกว่าไหม ได้ เงินด้วย ไม่ต้องมาเสียเวลา+กินเงินรัฐเปล่าๆ ฟรีๆ

สรุปคือน้ำหวานคิดว่าถ้าตั้งใจเรียนจริงๆ การเรียน High school ที่ออสเตรเลียค่อนข้างง่ายกว่าเมืองไทยมากกกกกก ยากแค่ตรงที่การเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษหมด ให้การบ้านน้อยมากๆๆๆๆๆๆๆ ถึงคุณครูให้มานักเรียนก็ไม่ค่อยทำกัน คุณครูไม่ค่อยเช็ค แต่ถ้าเช็คขึ้นมาแล้วไม่มีส่ง ครูเค้าจะรายงานบอกผู้ปกครองใน Report card [สมุดพก] ส่วนวิชาที่เรียนนั้น โรงเรียนน้ำหวานให้อิสระในการเลือกมากๆๆๆ บังคับแค่เฉพาะวิชาภาษาอังกฤษกับคณิตศาสตร์ แต่ก็แบ่งยากง่ายอีกอ่ะค่ะ  เช่น

ENGLISH

MATH

Extension English (ภาษาอังกฤษยาก) 
 ไว้สำหรับคนที่จะเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นไป เรียนพวกวรรณคดี
 เชคสเปียร์ วิเคราะห์ เปรียบเทียบภาพยนตร์อะไรประมาณนี้

English communication – อังกฤษง่าย สื่อสารทั่วไป

Senior Maths C –  ยากมากกกกกก [แต่อาจจะง่ายสำหรับเด็กไทย]
 เอาไว้สำหรับคนที่จะเรียนวิศวะ วิทยาศาสตร์ไรงี้ โดยเรียนเกี่ยวกับเลขที่มีวิทย์
 เข้ามาเกี่ยวข้อง คนจะเรียนวิชานี้ต้องเรียน Maths B ด้วยค่ะ

Senior Maths B – ยากกกกกกกกกก เอาไว้สำหรับคนที่จะเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น
 [อาจจะง่ายสำหรับเด็กไทย ขนาดเราโง่เลขมากๆ ยังผ่านเล๊ยยย]

Senior Maths A – ทั่วไป เรียนเกี่ยวกับพวก Financial, หาพื้นที่ สถิติ 
 [ง่ายสำหรับเด็กไทย คอนเฟิร์ม!! 55+]

Pre-Vocational Math – ง่ายมากกกกกก เรียน บวก ลบ คูณ หาร

ส่วนวิชาเลือก โรงเรียนเรามีให้เลือกดังนี้

 Accounting-บัญชี

 Modern History-ประวัติศาสตร์ใหม่

 Art-ศิลปะ

 Graphics-เขียนแบบบ้าน

 Drama-การแสดง

 Home Economics-คล้ายๆ ก.พ.อ. เย็บผ้า ทำอาหาร

 Agricultural Science-วิทย์การเกษตร

 Geography-ภูมิศาสตร์

 Tourism-ท่องเที่ยว

 Information Processing and Technology-คอมพิวเตอร์ [เขียนโค้ด]

 Biology-ชีวะ

 Hospitality-การบริการ

 Music-ดนตรี

 Tourism–ท่องเที่ยว

 Physical Education-พละ

 Animal care–ดูแลสัตว์

 Business Computer and Technology-ธุรกิจ

 Rural Skills–เกษตรกรรม

 Ancient History-ประวัติศาสตร์โบราณ

 Business– ธุรกิจ

 Physics-ฟิสิกส์

 Theatre Technologies–จัดไฟ แสง เครื่องดนตรี

 Dance-เต้น

 Horticulture–ปลูกพืช

 Technology Studies-เทคโนโลยี[หุ่นยนต์ จรวดฯลฯ

 Visual Art–ศิลปะ[ทำลูกปัด เครื่องปั้น หน้ากาก ฯลฯ]

 Legal Studies-กฎหมาย

 Child Services – ดูแลเด็ก

 Chemistry-เคมี

 Furnishing–ทำเฟอร์นิเจอร์

 

 

เห็นได้ว่ามีวิชาให้เลือกหลากหลายมากเลย ซึ่งตรงนี้น้ำหวานคิดว่าต่างกับเมืองไทยมากๆ ที่จะแบ่งเป็นสายๆ และนักเรียนมีสิทธิ์เลือกเรียนตามที่ตัวเองชอบได้ และทางโรงเรียนจะจัดส่งนักเรียนไปยังสถานที่ต่างๆ ที่นักเรียนสนใจเพื่อให้นักเรียนได้ลองฝึกงานจริงเทอมละ 1 อาทิตย์ โดยนักเรียนสามารถเลือกว่าจะไปหรือไม่ก็ได้ อย่างน้ำหวานเรียนวิชา Hospitality กับ Tourism ทางโรงเรียนก็เคยส่งไปฝึกงานที่โรงแรมห้าดาว รีสอร์ท ผับ ศูนย์นักท่องเที่ยว สวนสนุก

กลับมาที่เรื่องเรียนต่อนะคะ นอกจากนี้ยังมี Assignment คือชิ้นงาน ใบงาน รายงาน การพรีเซ้นต์เพาเวอร์พอยท์ หรืออะไรก็ตามที่คุณครูเค้าสั่งและเรามีความจำเป็นต้องส่ง T_T โดยงานทุกงานต้องนำไปส่งที่ห้องสมุด
คุณครูจะมีบาร์โค้ดของแต่ละชิ้นงานนั้นแจกให้นักเรียนค่ะ แต่คุณครูไม่ตาม ไม่ทวง ไม่จี้ สบายๆค่ะ แล้วถ้าเราไม่ส่ง ?? อันดับแรกเลย จดหมายส่งถึงผู้ปกครองทันทีวันรุ่งขึ้น หลังจากนั้นเค้าก็จะทำทุกวิถีทางให้เราส่งค่ะ อาจจะพักการเรียน จนกว่าเราจะมีงานนั้นไปส่งเค้าเลยก็ได้ แต่อย่าคิดนะคะว่าจะได้คะแนนเท่าเพื่อน ชิ้นงานชิ้นนั้นปรับตกไปเลยค่ะ^^  หรือส่งสาย ส่งเลท ส่งช้า?? จดหมายส่งถึงผู้ปกครองทันทีวันรุ่งขึ้นเหมือนกันค่ะ ชิ้นงานอันนั้นก็ปรับตกไปเลยเช่นกันค่ะ

ส่วนเรื่องลอกเพื่อน อันนี้น้ำหวานคิดว่าเป็นสิ่งที่แตกต่างที่สุดของเด็กไทย กับเด็กไทยออสเตรเลียค่ะ
คือน้อยมากๆๆๆ ที่เค้าจะลอกกัน อาจจะมีบ้าง แต่น้ำหวานคิดว่าไม่มากเหมือนเมืองไทยค่ะอีกอย่างหนึ่ง ถ้าโดนจับได้ โดนหนักเหมือนกันค่ะ

ส่วนค่าเทอมโรงเรียนนี้เนื่องจากโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนรัฐบาล+น้ำหวานได้วีซ่ามาอยู่ที่นี่เลย ก็เลยทำให้ค่าเทอมถูกมากๆๆๆ ปีละ $200 หรือประมาณไม่เกินหกพันบาทไทย ถูกใช่มั้ยล่ะ ?? แต่ยังไม่บวกค่าอุปกรณ์รายวิชาซึ่งอาจจะบวกเพิ่มได้ถ้าวิชานั้นต้องใช้อุปกรณ์เพิ่ม ก็ประมาน $5-$100 ขึ้นอยู่กับวิชานั้นๆ

 

ประเทศอังกฤษ

(ฝน)

ตอนฝนมานั้น ฝนต้องเรียนระดับมัธยมพอดีแล้ว เรียนปี 7 - ปี 11 คุณพ่อบุญธรรมได้ติดต่อไว้ 3 โรงเรียน สรุปคือได้เข้าโรงเรียนสุดท้าย เพราะอีก 2 โรงเรียนนั้นใหญ่มากและเขาสอบกันเสร็จหมดแล้ว ฝนเลยได้เรียนที่ Newman Catholic School เป็นโรงเรียนที่เล็กกว่าและนักเรียนน้อย เขาเลยรับฝนเข้าเรียนทั้งๆ ที่ไม่ได้สอบ

โรงเรียนนี้แบ่งนักเรียนเป็น 4 กลุ่ม Lincoln (เหลือง), Durham (แดง), Canterbury (เขียว) และ York (ฟ้า) มาตอนแรกนึกว่าเข้าเรียนที่ฮอกวอร์ท ฮ่าๆ ฝนได้อยู่ Lincoln ค่ะ ตอนเข้ามาเรียนใหม่ๆ พูดก็ไม่ได้ ฟังก็ไม่ออก กดดันมาก เพื่อนล้ออะไรเราก็ไม่เข้าใจ เขาหัวเราะ เราก็ได้แต่นั่งเงียบ เลยฝึกค่ะ ฝึกฟังและพูดจากการ์ตูนเนี่ยแหละค่ะเพราะง่ายสุด และพูดเยอะๆ ไปโรงเรียนบ่อยๆ ไม่ขาดเรียน แล้วก็เริ่มพูดได้ ฟังออก พอเพื่อนล้อก็ตอกกลับ หลังจากนั้นเขาก็จะไม่ยุ่งกับเราแล้วล่ะค่ะ เพราะโรงเรียนมันเล็ก เพื่อนในรุ่นรู้จักกันทุกคนค่ะ แถมตอนแรกๆ เพื่อนๆ เขาก็มีกลุ่มกันหมดแล้ว บางทีฝนก็ต้องไปแอบนั่งกินข้าวกลางวันในห้องน้ำ เพราะเมืองนี้เล็กมาก สังคมเขาเลยแคบ กลุ่มนั้นเขาก็รู้จักกันมาตั้งแต่อนุบาล ยอมรับว่าตอนนั้นเครียดมาก ตอนนั่งทำงานในห้องเรียน เราเขียนไม่เป็น จะขอดูเพื่อน เขาก็ไม่ให้เราดู ตอนนั้นเศร้ามาก แต่หลังๆ กลายป็นเพื่อนดูของเราแทนซะงั้น ก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องอดทนไว้ ยิ้มเยอะๆ เพื่อนๆ เขาจะชอบบอกว่าอยู่กับฝนแล้วอารมณ์ดี เค้าชอบถามฝนว่า ยูเคยโกรธใครบ้างไหมเนี่ย เห็นยิ้มตลอดเวลา 555 ก็บ้านเราเป็นสยามเมืองยิ้มนี่ค่ะ ยิ้มเอาไว้ ต้องสู้ค่ะ

ระบบการศึกษาที่นี่ดีมากๆ เขารู้ว่าเราเป็นเด็กต่างชาติ เขาก็จะหาครูพิเศษมาช่วยเราค่ะ เขาจะนั่งเรียนกับเราในวิชาภาษาอังกฤษ จะจดโน้ตให้และอธิบายให้เราเข้าใจ ครูนี่ก็คนอังกฤษนะคะ ดังนั้นเวลาฝนเรียนภาษาอังกฤษก็จะเครียดเพราะโดนกดดันทั้งครูประจำวิชาและครูพิเศษ แหม ช่าง VIP อะไรเช่นนี้ นอกจากนี้ก็มีคลาสพิเศษให้คนที่อ่อนด้านภาควิชาบังคับ เขาเรียกว่า Success Maker ค่ะ เขาจะมีโปรแกรมให้แล้วเราก็ไปฝึก แบบเอาคำใส่ประโยค ฝึกแกรมม่า ฝึกเลข แล้วถ้าทำได้เปอร์เซนเยอะๆ เราก็จะได้รางวัลด้วย ฝนว่าเป็นตัวช่วยที่ดีมากๆ

การเรียนที่นี่จะเรียนโดยมีแต่สมุดจดโน้ตให้ ส่วนหนังสือเรียนต้องยืมเอาเพราะเขากลัวนักเรียนไม่ยอมเอามาเรียนค่ะ จะได้ไม่มีเหตุผลอ้าง เพื่อนฝนบ้างคนเอาแค่ปากกามาเรียนเล่มเดียว กระดาษหาเอาข้างหน้า แต่ฝนแบกเอาค่ะ ก็จัดตามตารางสอนเลย ฝนจะโดนยืมนู่นยืมนี่บ่อยเพราะฝนจะเตรียมพร้อมมากและเข้าถึงง่าย เพราะฝรั่งบางคนเขาหวงของ -_-

พอเรียนถึงใกล้จบปี 9 ก็จะได้สอบ SAT Exams (เรียนปี 7-9 เตรียมพร้อมเพื่อสอบตัวนี้เลยค่ะ) ผลที่ออกมาก็จะเป็นมาตรฐานว่าเราควรจะเลือกเรียนอะไรในปี 10 และ ปี 11 ซึ่งฝนเลือกเรียน Applied Sciences (วิทยาศาสตร์ประยุกต์), Geography(ภูมิศาสตร์), Physical Education (การศึกษาทางกายภาพ), Resistant Materials Technology (เทคโนโลยี ช่างไม้) สำหรับภาควิชาบังคับที่ต้องเรียนก็มี Religious Education (ศาสนา), Maths(คณิตศาสตร์), English (ภาษาอังกฤษ), Sciences (วิทยาศาสตร์) การเลือกเรียนในระดับนี้เป็นการเลือกสอบของ GCSEs เราเลือกวิชาไหนเราก็ต้องสอบตัวนั้น ดังนั้นต้องเลือกเรียนดีๆ หน่อยนะคะ เพราะผล GCSE ที่นี่คือมาตรฐานการเรียนแบบเบสิค ไปสมัครงานที่ไหนเขาต้องถามเกียวกับเกรดตัวนี้ค่ะ

นอกจากนี้ ผลการสอบของ GCSEs มีผลเกี่ยวกับการเลือกวิชาเรียนในระดับ Advance Level หรือ A-Levels ที่เพื่อนๆ คงรู้จักกันดี เพราะถ้าเกรด GCSE ไม่ถึง ก็จะเข้าเรียน A-Level บางตัวไม่ได้ อย่างเช่น GCSE เลขได้ D จะเลือกเรียน A-Level Maths ไม่ได้ เพราะเกรดอย่างต่ำต้อง C อะไรอย่างนี้ค่ะ

สำหรับวิชาที่สนุกสุดคือตอนวิชาพละเนี่ยแหละค่ะ ฝนเลือกเรียนเป็นวิชาพิเศษเลยได้ช่วยเทรนให้น้องๆ จาก Primary School (ประมาณโรงเรียนประถม) ได้ฝึกการเป็นผู้นำ จัดระเบียบเด็กๆ ได้ดูแลลูกน้อง(?)ในสังกัด ฮ่าๆ สนุกมาก เพราะเด็กๆ เขาก็สนุกกัน เราเหนื่อยแต่ก็คุ้มค่ามากๆ

การเรียนที่นี่มีหลายทางเลือกมากๆ ค่ะ เพราะที่อังกฤษเขาไม่เน้นวิชาการ คือหมายถึงว่าไม่ต้องเรียนจบสูงๆ ก็ได้ ถ้าเธอมีประสบการณ์มากพอก็หางานทำได้ เพราะตอนนี้ค่าเทอมของมหาลัยที่นี่ก็เพิ่มขึ้น 3 เท่า ดังนั้นถ้าฝนสอบเข้ามหาลัยไม่ติด ก็ไม่ต้องกังวล เพราะฝนอยากเรียนบัญชี ก็สามารถเลือกเรียนสายอาชีพได้เลย ฝนเลยเลือกเรียน AAT (Association of Accounting Technicians) แต่พอเรียนจบ Foundation Level ก็เลยคิดว่า ถ้าเราจบแค่ตัวนี้ บริษัทใน UK จะรับเราทำงานมั้ยนะ ฝนเลยไปเรียนคอร์สของ ACCA ( Association of Chartered Certified Accountants) เพิ่ม ซึ่งเป็นคอร์สที่ได้ยอมรับไปทั่วโลก ถึงจะเป็นสายอาชีพแต่ก็ได้เปรียบกว่าปริญญาค่ะ เพราะถ้าคุณเรียนจบปริญญาบัญชีมาแล้วคุณอยากเป็นนักบัญชี ก็ต้อบมาสอบ ACCA อยู่ดี ฝนก็เลือกเรียนสายตรงแบบนี้เลยดีกว่า เร็วกว่าเรียนมหาลัยอีก ดังนั้นตอนนี้ฝนได้ย้ายลงมาเรียนที่เบอร์มิ่งแฮมแล้ว เพราะที่บ้านไม่มีเปิดสอนคอร์สนี้

 

ตัวอย่างตารางเรียนของเด็กนอก

น้องมีน : The Howard School Year 10 ประเทศอังกฤษ

 

 

 

 

น้องนนท์ : Roncalli College Year 11 ประเทศนิวซีแลนด์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

น้องเปรม : Ainsworth Community Schools เกรด 11 รัฐเนเบรสก้า ประเทศสหรัฐอเมริกา

 

 

 

 

 

น้องชินดงฮยอก : โรงเรียนมัธยมปลายซินซอง ชั้นปีที่ 3 ประเทศเกาหลีใต้

 

 

 

 

 

 

 

 

ไผ่ : Bunka Fashion College คณะ Fashion Business ชั้นปีที่ 4 ประเทศญี่ปุ่น

 

 

 

 

 

 

 

 

ไข่ : Université de Paris XII คณะแพทยศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 ประเทศฝรั่งเศส

 

 

 

 

 

 

 

 

มายด์ : Adventist University of the Philippines คณะทันตแพทยศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 ประเทศฟิลิปปินส์

 

 

 

 

 

 

 

นอกจากนี้ยังมีระบบการศึกษาอีกอย่างที่น่าสนใจนั่นก็คือ ART SCHOOL

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดยทั่วๆ ไปแล้ว Art School หรือโรงเรียนศิลปะในต่างประเทศนั้น มักจะเปิดสอนใน 5 สาขาใหญ่ตามนี้ค่ะ ..... 1. ART (ศิลปะ)  2. MUSIC (ดนตรี) 3. DRAMA (การละคร)  4. DANCE (การเต้น)  5. THEATRE (การละครเวที)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ART (ศิลปะ) เหมาะกับคนเป็นอาร์ทตัวพ่อหรืออาร์ทตัวแม่กันมากๆ เพราะจะได้เรียนศิลปะกันแบบเจาะลึกมากกกกทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งโรงเรียนก็จะเปิดสอนหลากหลายสาขาวิชาเพื่อให้ตรงกับความสนใจของนักเรียน เช่น

- Painting  หรือการวาดภาพ ก็พวกเด็กอาร์ท ชอบวาดๆ ขีดๆ เขียนๆ วิชาที่เหมาะจะเรียนมากๆ ได้แก่

- Art History ประวัติศาสตร์ศิลปะ เรียนให้รู้ลึกไปเลยว่าศิลปะเกิดจากอะไร)

- Advanced Painting การวาดภาพขั้นสูง ถ้าเก่งระดับเข้ามาเรียนในโรงเรียนศิลปะได้แล้วก็เรียนขั้นสูงไปเลยค่ะ ขั้นเบสิคนี่ถือว่าง่ายไปเนาะ

- Watercolor Painting การวาดภาพระบายสีน้ำ เพราะศิลปะมืออาชีพส่วนมากก็นิยมใช้สีน้ำกันทั้งนั้น ไม่ค่อยมีใครใช้สีไม้แบบที่พวกเราถนัดกันหรอ

- Human Anatomy หรือกายวิภาคมนุษย์ หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ ทำไมต้องเรียน ... ก็เพื่อที่เราจะได้วาดรูปร่างกายมนุษย์ได้ออกมาทุกสัดส่วนยังไงล่ะคะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Sculpture หรือการปั้นและแกะสลัก ใครเป็นพวกมือไม่อยู่สุขแต่เป็นคนใจเย็น ชอบทำงานแฮนด์เมดชอบปั้นล่ะก็ เหมาะมากๆ เลยค่ะ วิชาที่เหมาะจะเรียน ได้แก่

- Sculpture การแกะสลักไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นหรือรูปหล่อทั้งจากดิน หิน กระดาษ โลหะ เพื่อให้ออกมาเป็นงานศิลปะที่สวยงาม

- Basic Ceramics การทำเครื่องเคลือบดินเผาหรือที่เราเรียกว่าเซรามิกส์นั่นเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Graphic Design หรือการออกแบบกราฟฟิค เหมาะกับเด็กที่ชอบทั้งอาร์ทและชอบการใช้ชีวิตกับคอมพิวเตอร์ (และพร้อมจะปวดตา 55+) ขอบอกเลยว่าคนที่จะทำงานด้านกราฟฟิคดีไซน์ได้ออกมาดีนั้น ควรมีพื้นฐานงานศิลปะด้านการวาดรูปและการลงสีค่อนข้างดี วิชาที่เหมาะจะเรียน ได้แก่

- Computer Graphics โปรแกรมที่นักเรียนระดับไฮสคูลจะได้เรียนก็มี Flash , Photoshop , Illustrator , Powerpoint

- Advanced Illustration  การใช้ภาพเป็นสื่อในด้านของธุรกิจและสินค้า นอกจากนี้ยังต้องเรียนรู้พวกลิขสิทธิ์ทางปัญญาของผู้ออกแบบผลงาน รวมถึงกฏหมายคุ้มครองลิขสิทธิ์ต่างๆ ด้วย

- Illustration  เรียนรู้ทักษะและเทคนิคการออกแบบผลงานต่างๆ เช่น โฆษณา หนังสือ นิตยสาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

MUSIC (ดนตรี) ใครเป็นพวกรักเสียงเพลงรับรองต้องถูกใจแน่นอนค่ะ ซึ่งสาขาหลักๆ ที่เปิดสอนกันก็ได้แก่

-      Vocal หรือการขับร้อง ใครรู้ตัวว่าเสียงดีล่ะก็ มาเลยดีกว่า

-      Music  หรือดนตรีแท้ๆ ก็คือพวกเครื่องดนตรีต่างๆ เช่น กีต้าร์ เปียโน กลองชุด เบส (แล้วแต่โรงเรียนว่ามีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมืออะไรบ้าง)

-      Orchestra หรือออเครสตร้า เหมาะกับคนปอดใหญ่พลังเสียงเยอะ และยังรวมไปถึงคอนดัคเตอร์ด้วยนะ

-      Music Technology  หรือเทคโนโลยีดนตรี ก็จะได้เรียนเกี่ยวกับการใช้ห้องอัด การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อตัดต่อตกแต่งเสียง ใครชอบอยู่กับเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ นี่เหมาะมาก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

DANCE (การเต้น) เหมาะสำหรับน้องๆ ที่ชื่นชอบการเต้นทุกคน โดยทั่วไปแล้ว ในระดับไฮสคูล มักจะเน้นสอนการเต้น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

- Ballet  คือการเต้นบัลเลต์นั่นเอง

- Modern Dance  คือการเต้นบัลเลต์แบบพัฒนาแล้ว ซึ่งไม่ต้องใส่รองเท้าบัลเลต์และก็ไม่ต้องใช้ปลายเท้าในลักษณะของการเต้นบัลเลต์ด้วย

แต่ถึงจะเรียนด้านการเต้นที่ดูเป็นวิชาปฏิบัติอย่างเดียว ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิชาที่ต้องเรียนเป็นทฤษฎีในห้อง ซึ่งวิชานั้นก็คือ Dance History หรือประวัติศาสตร์การเต้นนั่นเอง ก่อนจะเต้นเก่ง ก็ต้องรู้ด้วยนะคะว่าที่เราเต้นๆ อยู่นั้นมีที่มายังไง ^^

 

 

 

 

 

 

 

 

TECHNICAL THEATRE (เทคนิคละครเวที) นั่นก็คือทีมเบื้องหลังการเล่นละครเวทีนั่นเองค่ะ เหมาะมากๆ กับน้องๆ ที่ชอบตกแต่ง ชอบด้านสถาปัตย์ หรือชอบออกแบบนั่นนี่ให้เป็นอย่างที่ตั้งใจไว้ วิชาที่ต้องเรียน เช่น

- Design หรือวิชาการออกแบบนั่นเอง วิชานี้น้องๆ จะได้เรียนเกี่ยวกับพื้นฐานการออกแบบเวที อาจจะมีฟิสิกส์มาปนๆ ด้วย เช่น เวทีนี้รับน้ำหนักได้เท่าไหร่ ต้องใช้เสาขนาดไหนมาตั้งถึงมายึดถึงจะไม่ล้ม

- Theater Production หรือโปรดักชั่นของละครเวที ไม่ว่าจะเป็นการจัดไฟ การควบคุมแสง สี เสียง รวมไปถึงการใช้พร็อพต่างๆ มาประกอบฉาก

- Stagecraft หรือศิลปะการเรียบเรียงกำกับบทละคร เรียนแล้วรับรองว่าจะสามารถวางลำดับของเรื่องราวได้อย่างถูกต้องแน่นอน

 

 

 

 

 

 

 

 

DRAMA (การละคร) เหมาะกับเจ้าพ่อเจ้าแม่ดราม่า ใครชอบตีสองหน้า เอ๊ย ชอบตีบทให้แตกกระจุยล่ะก็ ถือว่าเหมาะมากๆ เลยทีเดียว วิชาที่ต้องเรียน เช่น

Acting แน่นอนค่ะว่าถ้าเรียนการละครแล้วไม่เรียนการแสดง ก็คงจะแปลกๆ เนาะ วิชานี้เรียกได้ว่าเป็นหัวใจของการละครเลยก็ว่าได้

Physical Techniques and Dance วิชาเทคนิคร่างกายและการเต้น เรียนรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวต่างๆ ของร่างกายเพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติและเหมาะสมกับบทบาทการแสดงที่ได้รับ ยกตัวอย่างเช่น น้องๆ อาจจะเคยเห็นนักแสดงบางคนที่แสดงอารมณ์โมโห แต่กลับแสดงออกทางร่างกายแปลกๆ ดูไม่เข้ากับอารมณ์ใช่มั้ยล่ะคะ ... แต่รับรองว่าถ้าเรียนวิชานี้ล่ะก็ จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นแน่นอน

Voice and Diction วิชาเสียงและการออกเสียง คงไม่มีใครอยากเป็นนักแสดงที่พูดไม่ชัด พูดช้าเกินไป หรือพูดเร็วเกินไปจนฟังไม่รู้เรื่อง รวมถึงการจะเป็นนักแสดงที่ดีก็ต้องออกเสียงให้ชัดถ้อยชัดคำด้วยนะ

 

เป็นโรงเรียนในฝันที่น่าเรียนมาก แต่น่าเสียดายเพราะส่วนมากจะมีเปิดสอนแค่ในเมืองนอกเท่านั้น ส่วนบ้านเรา โรงเรียนที่เข้าค่าย Art School แบบนี้ ก็คงไม่พ้นวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เปิดสอนด้านดนตรีโดยเฉพาะ

แต่ก็ใช่ว่าจะมีข้อดีเพียงอย่างเดียวซะทีเดียว สำหรับระบบการศึกษาต่างประเทศ ยิ่งเฉพาะกับคนเอเชียที่ไปอาศัยอยู่อย่างเราด้วยแล้ว มีเรื่องที่น่าสนใจมากมายเลยทีเดียวล่ะ

 

4 ปัญหาใหญ่ ที่มักเกิดขึ้นในไฮสคูลอเมริกา

 

RACISM (การเหยียดเชื้อชาติ)

จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดเฉพาะในอเมริกา แต่เกิดในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปตะวันตกค่ะ ซึ่งบุคคลหลักๆ ที่มักจะโดนเหยียดเรื่องเชื้อชาติอันดับแรกๆ ก็คงไม่พ้น "คนผิวสี(ดำ)"ที่มาจากประเทศในทวีปแอฟริกา รองลงมาก็เป็นพวกชาวเอเชียหัวดำๆ ผิวเหลืองๆ แบบพวกเรานั่นเองค่ะ ซึ่งบางคนก็โดนตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น ไปซื้อข้าวแต่กลับถูกพนักงานซึ่งเป็นฝรั่งผิวขาวมองด้วยหางตา หรือบางทีขึ้นรถบัสแล้วไปนั่งใกล้ๆ ฝรั่งผิวขาว เจ๊แกก็ทำหน้าขยะแขยงแล้วลุกไปนั่งที่อื่น แสดงออกอย่างชัดว่ารังเกียจ ..... โดยเฉพาะคนผิวสีนี่น่าเห็นใจมากค่ะ เพราะในอดีตนั้น พวกเค้ามาขายแรงงานเป็นทาส จนมีลูกมีหลานและขยายเผ่าพันธุ์ไปเรื่อยๆ ในประเทศอเมริกาหรือยุโรปตะวันตก ทำให้ถูกฝรั่งผิวขาวมองว่าเป็นพลเมืองชั้นสอง ส่วนพวกคนเอเชียแบบพวกเรา ก็มักถูกมองว่าเป็นพวกต่างด้าวที่เข้ามาอาศัยในประเทศของเค้า

บางคนอาจมองว่า RACISM เป็นเรื่องเล็ก แต่บางทีก็กลายเป็นเรื่องใหญ่จนกลายเป็นประเด็นน่ากลัว เช่น การสังหารหมู่อย่างที่เคยเป็นข่าวดังไปทั่วโลกก็คือเรื่องของ หนุ่มเกาหลีชื่อ โซ ซึง ฮุย ที่สังหารหมู่เพื่อนนักศึกษาไปกว่า 30คน โดยเพื่อนตอนมัธยมของโซ ซึง ฮุยเล่าให้นักข่าวฟังว่า ตอนเรียนมัธยม โซ ซึง ฮุย ถูกครูเรียกให้ออกไปพูดหน้าชั้นแต่กลับโดนเพื่อนฝรั่งผิวขาวในชั้นโห่ไล่จนทำให้อับอายขายขี้หน้ามากๆ จนมีความกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง น่ากลัวนะนี่

แต่ว่ากันว่า ในอเมริกานั้น หากเราถูกเหยียดเชื้อชาติหรือสีผิว เราสามารถแจ้งตำรวจได้นะคะ แต่ก็ไม่ค่อยมีใครอยากไปแจ้งเท่าไหร่ เพราะต้องมีพยานมีผู้รู้เห็นเหตุการณ์ถึงจะเอาเรื่องได้ ค่อนข้างวุ่นวาย ส่วนมากจึงปล่อยเลยตามเลยไป หึหึ ..... หรือแม้แต่ผู้หญิงไทยอย่างเราก็โดนเหมือนกันค่ะ มีน้องคนหนึ่งเล่าว่า เคยไปเที่ยวผับ แล้วมีผู้ชายฝรั่งอย่างหล่อเลย ยักคิ้วหลิ่วตาให้ประมาณว่า เดี๋ยวต้องเข้ามาขอเบอร์แน่ๆ และซักพัก ผู้ชายคนนั้นก็เข้ามาคุยด้วยจริงๆ ค่ะ โดยทักว่า "Are you Japanese?" (เพราะน้องเค้าผิวขาวมาก) แต่พอน้องตอบไปว่า I'm Thai..... เท่านั้นแหละ ฝรั่งสุดหล่อก็เดินจากไป .... คงไม่ต้องเล่าต่อนะคะว่า ภาพลักษณ์ผู้หญิงไทยที่ทำให้ฝรั่งบางคนเหยียดเชื้อชาติเรา เป็นเพราะเรื่องอะไร ?

ISCRIMINATION (การแบ่งแยก , การเลือกปฏิบัติ)
 
          คำนี้จะมีความหมายคล้ายๆ RACISM แต่จะต่างกันตรงที่ว่า DISCRIMATION นั้นอาจจะเกิดจากเรื่องเชื้อชาติหรือเรื่องอื่นๆ ก็ได้ เช่น อายุ เพศ ศาสนา

เพศ .... ถ้าเป็นเรื่องเพศ ก็คงไม่พ้นเพศหญิงหรือเพศที่สาม (เกย์อาจจะโดนเยอะเป็นพิเศษ) เช่น นักเรียนชายคนหนึ่งเปิดเผยตนว่าเป็นเกย์ อาจถูกเพื่อนๆ บีบออกจากกลุ่ม ไม่คุยด้วย นั่งกินข้าวแยก มองเป็นตัวประหลาด ..... แต่สำหรับเมืองไทย เรื่องนี้ถือว่าเปิดกว้างมากจริงๆ ค่ะ เพราะถ้าใครมีเพื่อนเป็นเพศที่สามนี่ถือว่าลัลล้ามากๆ เพราะพวกเขานี่แหละมักเป็นคนสร้างสีสันให้แก่กลุ่ม

ศาสนา .... เช่น สมมติเจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่งเป็นคนที่เคร่งศาสนา(คริสต์)มากๆๆๆ เมื่อมีคนมาสมัครเป็นพนักงานร้านแต่เป็นมุสลิม เจ้าของร้านอาหารกลับปฏิเสธไม่รับเพราะไม่ใช่คริสเตียนเหมือนกัน เรื่องแบบนี้ก็มีนะคะ ทำเป็นเล่นไป

อายุ .... เช่น ที่อเมริกามีกฎหมายซึ่งประกันให้ผู้มีอายุ 40-70 ปี มีโอกาสในการทำงานทัดเทียมกับคนอื่นโดยไม่ถูกกีดกันในเรื่องอายุ 

BULLY IN SCHOOL (อันธพาลในโรงเรียน)

พวกนี้หลักๆ ส่วนมากเป็นพวกที่ไม่อยากเรียนหนังสือ ไม่อยากไปโรงเรียน (แต่ต้องไป) ดังนั้นจึงพยายามทำตัวกวนประสาทหรือขวางโลก ชอบรังแกคนอื่น ชอบด่าคนอื่นอะไรทำนองนี้ค่ะ ขอยกเรื่องของ "น้อง N@NNiE" ซึ่งอยู่ที่ฟลอริด้าและเคยโพสลงในเว็บบอร์ดมาให้อ่านละกันนะคะ

          "ในประเทศอเมริกานั้น ถ้าใครอยู่โรงเรียน high school ดีๆ หน่อยก็จะดีไป เพราะจะไม่ค่อยมีพวก bully มากนัก ในอเมริกานี้เด็กจะต่อยตีกันและแกล้งกันในกลุ่มเป็นเรื่องปกติมาก คือต่อยกันแทบทุกวัน ใครข่มใครได้ก็ข่มไป !

          ในอเมริกาเด็กที่ high school นี่จำเป็นมากที่จะต้องใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุด ถ้าถามว่าทำไม ? ก็บอกได้เลยว่ามันจำเป็น ! คือที่อเมริกาเขาจะมีบางอย่างที่เรียกว่า "respect" คือการนับถือ (การที่เห็นว่าดีเราดีเราเจ๋ง) การแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแพงๆ เพื่อจะให้ได้  "respect" นี้เป็นเรื่องปกติ ถ้าใครใส่เสื้อผ้าถูกๆ จะ "lose respect" คือคนในโรงเรียนจะเห็นว่าเราไม่เจ๋ง ก็จะโดนกลั่นแกล้งและไม่มีใครคบในที่สุด ตอนนั้นร้านขายรองเท้าแห่งหนึ่งในรัฐ Florida ได้ชื่อว่าเป็นร้านหนึ่งที่ขายรองเท้าราคาถูกที่สุด มีชื่อว่า Payless ShoeSource ถ้าใครไปซื้อรองเท้าร้านนั้นก็จะโดนกลั่นแกล้ง โดนซ้อม โดนปานู่นปานี่ใส่ โดนยิง (ด้วยหนังสติ๊ก) และก็จะถูกถามว่า "Are you poor?" (นายจนมากหรือไง?)

          ที่นั่นไม่เหมือนที่เมืองไทย คือใครมองแล้วแกล้งได้ ต้องรีบแกล้ง สรุปคือเราต้องแต่งตัวให้ดูดีที่สุดเพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเป้าหมายของพวก bully  ถ้าใส่สูทไปโรงเรียนได้ก็ใส่เลย ! เพราะอย่างนี้วัยรุ่นที่นั่นจึงต้องหางานพิเศษทำ และยอมทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้เสื้อผ้าเท่ๆ แพงๆ มา ถ้าซื้อเสื้อแล้วยี่ห้อดีๆ แล้ว ก็จะยิ่งดีกว่าถ้าเสื้อตัวนั้นมีชื่อยี่ห้อโชว์หราอยู่บนเสื้อ แต่ถ้าไม่มียี่ห้อติด เด็กที่นั่นก็อาจจะไม่แกะป้ายราคาออกเลย เพราะที่ป้ายราคาจะมีชื่อยี่ห้ออยู่"

SEX IN SCHOOL (เพศสัมพันธ์ในวัยเรียน)

ในประเทศตะวันตกนั้น มักมีเสรีหรืออิสระกันในเรื่องพวกนี้ ถือเป็นเรื่องธรรมดาเพราะมนุษย์ทุกคนมีความต้องการทางเพศ (ฟังดูน่าขนลุก) ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่เห็นเด็กอายุแค่ 13-14 แต่เคยมีเพศสัมพันธ์กันแล้ว แต่บางคู่ก็กลับไม่รู้จักป้องกัน ดังนั้นทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่น การตั้งครรภ์ การทำแท้ง ซึ่งจริงๆ ปัญหานี้ก็เกิดในบ้านเราเหมือนกันค่ะ ก็ไม่รู้ว่าใครเลียนแบบใคร เหอะๆ .... ขอยกตัวอย่างไฮสคูลในแคนาดาจากประสบการณ์ของ "น้องหมูหวาน" มาให้อ่านค่ะ

"ในโรงเรียนสห เรื่องกุ๊กกิ๊กของผู้หญิงกับผู้ชายก็มีให้เห็นกันเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ บางทีเดินๆ อยู่ดีๆ ก็ได้ชมฉาก 'เลิฟซีน' อยู่บ่อยๆ มีตั้งแต่แบบหวานๆ น่ารักๆ ไปจนถึงแบบฮาร์ดคอร์ อารมณ์ไฟรักอสูรก็ไม่ปาน [ละครเก่าไปไหน? ฮ่าๆ] มีอยู่วันหนึ่ง หมูหวานเดินกลับบ้านกับเพื่อน แล้วทีนี้ไม่รู้ว่านึกอะไร อยากลองเดินไปทางป่าหลังโรงเรียน ก็เดินไปกันกับเพื่อน แล้วทีนี้ก็เห็นรุ่นพี่สองคนกำลังกอดจูบกันอย่างดูดดื่มอยู่หลังดงต้นไม้ค่ะ! O[]O! พูดถึงเรื่องเพศแล้ว ในห้องน้ำหญิงนอกจากจะมีตู้ขายผ้าอนามัย ยังมีอีกตู้หนึ่งค่ะสำหรับถุงยางอนามัย [หลายๆ คนคงโห่อย่างรับไม่ได้กันเลยทีเดียว] แต่หมูหวานว่ามันเป็นเรื่องดีนะคะ อย่างน้อยก็ทำให้นักเรียนรู้จักที่จะป้องกันตัวเอง"

หลายคนอาจจะมองว่า การแจกถุงยางอนามัยหรือการมีตู้กดถุงยางอนามัยนั้นถือเป็นเรื่องดี เด็กจะได้รู้จักป้องกันตัวเอง แต่มองอีกแง่ ก็เหมือนเป็นการชี้โพรงให้กระรอกมากๆ ประมาณว่า อยากมีเพศสัมพันธ์ก็มีไป เพราะยังไงโรงเรียนก็มีถุงยางแจก .... เรื่องแบบนี้พูดยากค่ะ ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกล้วนๆ

 

เด็กนอกเล่าเรื่อง...

ประเทศอังกฤษ

(ผึ้ง)

มาที่เรื่องสังคมของอังกฤษกันบ้าง อย่าคิดว่าสังคมที่นั่นดีเลิศหรูอะไรนะ สัมผัสด้วยตัวเองจริงๆ หลายๆ อย่างมันตรงข้ามกับภาพลักษณ์โดยสิ้นเชิง ที่ลอนดอนเนี่ยก็จะมีคล้ายๆ กับกรุ๊ป เด็กไทยในลอนดอน ซึ่งก็แบ่งแยกเป็นหลายๆ กรุ๊ป แล้วก็ตามสไตล์นิสัยเด็กไทยอยู่เมืองนอกที่คิดว่าตัวเองแน่ตัวเอง เก๋า สังคมมันเลยออกมาว่าเละเฟะ เกทับ นินทา อิจฉา เป็นสังคมที่ว่า ถ้าคุณทำอะไรเค้ารู้กันหมดแหละ ไม่ว่าคุณจะไปเป็นแฟนกับใคร เค้ารู้กันหมดแน่ๆ แล้วใส่สีตีไข่กันสนุกมาก บอก 5 เล่าไป 10 ซึ่งเป็นอะไรที่ปกติมากๆ สำหรับที่นั่น

    แล้วก็จะมีออกสไตล์ พ่อแม่อยู่ที่นั่น เติบโตที่นั่น ก็จะคิดว่าตัวเองเนี่ยรู้จักที่นั่นดี คุมที่นั่น ก็จะมีการมาเกทับใส่คนที่ไปเรียน ผึ้งแบบว่าหงุดหงิดมากเวลาเจอพวกนี้ จะชอบพรีเซนต์ตัวเองสุดๆ  เหมือนเป็นสังคมที่ใส่หน้ากากเข้าหากันมากๆ เจอกันทีก็จะออกแนวว่า "ไอไปซื้อหลุยส์ใบใหม่มา หกร้อยกว่าปอนด์เอง(?) เนี่ย...กะว่าจะไปสอยรองเท้าจิมมี่ ชู อาทิตย์หน้าด้วยแหละ เหลือแค่สองร้อยกว่าปอนด์เอง(?)" คือพอฟีลผึ้งฟังมันไม่ได้อิจฉานะ มันหมั่นไส้ แล้วแบบว่าก็ทำไม่ได้จริง เป็นพวกที่ว่าขอให้ได้พูดได้เกทับไว้ก่อน ฉันก็มีความสุขแล้ว 5555

    เนื่องจากอังกฤษเนี่ยเค้าเป็นประเทศเสรี ทำอะไรเธอไม่ต้องแคร์สื่อ ฮ่าๆๆ ดังนั้นเรามักจะพบกับอะไรแปลกๆ แสบๆ ได้บ่อยๆ ชีวิตที่นั่นนะ Gossip Girl มาก แต่ไม่มีควีนบีหรืออะไรแบบนี้นะ แต่คือเม้าท์กันทีก็รู้กันทั้งโรงเรียนกันเลยทีเดียว เพราะเด็กที่นั่นน้อยมากอย่างในคอลเลจเนี่ยก็จะมีโรงอาหารซึ่งคนก็จะเยอะตลอดเวลาแล้วก็จะมีกลุ่มนินทากันเป็นคนๆไป แล้วเรื่องนินทาเนี่ยไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะ เป็นเรื่องแบบว่า "ชีท้อง แต่ไม่รู้ว่าท้องกับใคร" หรือไม่ก็  "ชีทำแท้งมารึเปล่า เห็นหายหน้าจากคอลเลจไปตั้ง 2 อาทิตย์” ไปแรกๆ ผึ้งก็โดนเม้าท์เหมือนกัน เพราะเป็นคนไทยคนเดียวในคอลเลจ  ไปแรกๆ ก็อย่างที่บอก ภาพพจน์คนไทยเราไม่ค่อยมีอะไรดีหรอก ยิ่งผึ้งเป็นคนตัวเล็กๆ แล้วผิวออกจะขาว (น้อยไป) 
 เค้าเลยคิดว่าเรามาทำงานอย่างว่ารึเปล่า เคยมีเดินมาถามกันตรงๆ เลยแนวว่า

"Are you really here for education?"

ดูคำถามเบสิกๆนะ แต่เสียงคนถามเนี่ยเหน็บแนมมากกก! ผึ้งก็เลยตอบอย่างสุภาพๆ ตามสไตล์คนไทยใจดีไปว่า 
 "I'm 17 years old and well-educated enough. I pay the college fees unlike u guys, my mom is rich 
 enough to get me whatever I want so I don't  need to sell my body for silly things." (ขออนุญาตไม่
 แปล) พูดจบก็ยิ้มให้เค้า อยากบอกว่าพูดไปกลัวโดนตื๊บไปมากค่ะ ฮ่าๆๆ ดีที่มีแบ็กดีเป็นเพื่อนคนผิวสีคนนึงชื่อ 'เอลล่า' คนนี้สนิทกันมาก ทุกวันนี้ก็ยังติดต่อกัน อยากบอกว่า เพราะเอลล่าเนี่ยแหละที่ ทำให้หลายๆ ความคิดผึ้งเปลี่ยนไปนะ

อ๋อ แล้วใครที่มีอคติว่าคนผิวสีน่ากลัว ผึ้งว่าไม่จริงเลยนะ เพราะคอลเลจผึ้งเนี่ย คนผิวสี 90% กันลยทีเดียว อยากบอกว่าเค้านิสัยดีกว่าพวกคนอังกฤษอีกนะ อาจจะเป็นเพราะว่าเค้าอยู่สถานะเดียวกับเรามั้ง แบบว่าเข้าใจเรา เพราะเค้าก็อาจจะโดนเหยียดเชื้อชาติมาเหมือนกัน ไอ้พวกที่ชอบดูถูกชาวบ้าน คิดว่าตัวเองเลิศ ตัวเองดี แต่จริงๆ เปล่าเลย ตัวเองก็เน่าเฟะไม่แตกต่างจากชาวบ้านเค้า (อันนี้พูดถึงวัยรุ่นที่คอลเลจนะ ไม่ได้เหมารวม) แล้วนอกเหนือจากนั้น นิสัยเห็นแก่ตัวมากค่ะ อย่าหวังว่าจะไปขอความช่วยเหลือจากพวกเค้า ไม่ได้ความช่วยเหลือไม่พอ ดีไม่ดี โดนถูกมองแบบเหยียดหยามกลับมา

ผึ้งเคยยืนรวมกลุ่มอยู่กับเพื่อนๆ หน้าคอลเลจ แล้วกรุ๊ปของคนอังกฤษเนี่ยก็เดินผ่านมา แล้วก็มองมาที่ผึ้งด้วยสายตาที่ไม่สามารถจะบรรยายได้ พอเอลล่าเห็นก็เริ่มนอยด์ ผึ้งก็เลยเงียบๆ ไว้ก่อน แล้วเค้าก็พูดขึ้นมาเชิงว่าผึ้งคงไม่เข้าใจภาษาอังกฤษหรอก ผึ้งก็เลยสวนกลับไปทันที 

"So you think you are good enough to compare with others. I think I'm much better than you. I can speak 3 languages, what about you? Is English the only language you know? From what I've seen I think I was right." 

             พูดจบชีก็ช็อก มองหน้าแบบแค้นมาก (รู้จักผึ้งน้อยไปซะแล้ว) เอลล่าก็ยืนหัวเราะอยู่ข้างหลัง พวกนี้ทำไรไม่ได้หรอกค่ะ เพราะเพื่อนๆผึ้ง ก็ลูกครึ่งกันทั้งนั้น คิวบา โคลัมเบีย ลูกครึ่งบราซิล-ฟิลิปปินส์ แอฟริกัน แล้วก็บังกลาเทศ เพื่อนๆ ผึ้งรู้กันมากกว่า 1 ภาษากันหมด อยากจะบอกเพื่อนๆ ว่าอย่าไปกลัวค่ะ ถึงมันไม่ใช่ถิ่นเรา ไม่ใช่บ้านเรา แต่เราก็อย่าให้ใครมาดูถูกเหยียดหยามเรา เราทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน พูดได้พูดๆ ไปเถอะ ปกป้องตัวเองเข้าไว้ อย่าให้ใครมาดูถูกเรา ในเมื่อเค้ามีสิทธิ์ว่าเราตำหนิเรา เราก็มีสิทธิ์ทำแบบที่เค้าทำเหมือนกัน :DD

เพื่อนผึ้งบางคนนะ อายุ 20 แต่ลูก 4 ขวบไปแล้ว แต่เค้าก็ยังมาเรียนปกติ ผึ้งว่าเราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง แล้วมันเกิดการเปรียบเทียบระหว่างกับประเทศเค้ากับบ้านเรา ผึ้งว่าข้อแตกต่างมันยังเยอะนะ เด็กบ้านเราบางคนจบปริญญาตรีปริญญาโท ผึ้งยังว่าความคิดเค้ายังเด็กกว่าคนที่นั่นอีก ผึ้งว่าประเทศเค้าให้เสรีในการคิดมาก คุณอยากทำอะไรทำ ไม่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนเป็นพอ แล้วเค้าดำรงชีวิตอยู่แบบว่า Alone สุดๆ ลองเป็นคนไทยหรอ? ไม่ใช่แน่นอน ใครทำข้อผิดพลาดขึ้นมาข้อนึงนะเป็นอันได้รู้กันเกือบทั้งบริษัท (คุณว่าหรือไม่์?) หลายคนอาจคิดไม่ตรงกับผึ้ง แต่ว่าความคิดผึ้งคือประสบการณ์ครั้งนี้นับค่าไม่ได้ มันหายากมากๆ มันอาจฟังดูเลวร้าย แต่มันหล่อหลอมให้ผึ้งเข้มแข็งขึ้นเยอะ รู้ทันคน รู้จักป้องกันหรือตั้งรับกับปัญหาหรืออะไรหลายๆ อย่างได้

 

ประเทศสิงคโปร์

(นุก)

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ทุกคน เราชื่อ "นุก" ตอนนี้เรียนอยู่สิงคโปร์มาสี่ปีกว่าๆ แล้ว โรงเรียนที่เรียนมีชื่อว่า St. Joseph’s Institution International (SJII)

หลักสูตรที่โรงเรียนใช้คือระบบอินเตอร์ เพราะเป็นโรงเรียนอินเตอร์ ! 555 โอเคๆ คือใช้ระบบอินเตอร์แบบอังกฤษแหละ คือมีเกรด 7-12 ใช่ปะ ตอนเกรด 7-8 ก็ไม่ค่อยอะไรมาก เรียนไปตามที่โรงเรียนจัด พอเกรด 9-10 ใช้หลักสูตร IGCSE (O-level) ก็จะมีให้เลือกสองแบบคือแบบเรียกหนักไปทางวิทย์กับหนักไปทาง humanities ก็แล้วแต่ว่าใครเก่งอะไร หลักสูตรนี้ เรียนจบแล้วสามารถยื่นเข้ามหาลัยที่ไทยได้ แต่ได้เฉพาะที่ไทยเท่านั้นนะ เพราะในเมืองนอก หลักสูตรนี้เทียบเท่าแค่ ม.4 เอง ดังนั้นมหาลัยเมืองนอกจะไม่เอา

มาถึงสองปีสุดท้าย เกรด 11-12 ใช้หลักสูตร IB (A-level) คือนักเรียนแต่ละคนจะได้เลือก 6 วิชา โดย 3 วิชาเรียนเป็นแบบ higher level กับอีก 3 เป็นแบบ standard level รวมทั้งหมดก็คือ 6 วิชา หลักสูตรบังคับให้เรียนอย่างนั้น ถ้าเรียนตามนี้จะได้ IB Diploma ซึ่งเอาไปยื่นเข้ามหาลัยที่ไหนในโลกก็ได้ ไปได้หมด ไม่ต้องวัดระดับภาษาด้วย(ส่วนใหญ่) แต่ถ้าไม่เรียนตามนั้นก็จะได้ IB Certificate แทน ซึ่งไม่สามารถยื่นมหาลัยดีๆ หรือที่ดังได้เลย แต่ยื่นที่ไทยได้แน่นอน แต่วิชาที่เลือกๆ นี่ไม่ใช่ว่าตามใจชอบ อยากจะเรียนระดับไหนตามใจชอบนะ คือต้องไปค้นคว้าเกี่ยวกับมหาลัยที่สนใจ ดูว่ามหาลัยนั้นๆ ต้องใช้วิชาอะไรบ้างถึงจะยื่นสมัครได้ แล้วต้องเรียนระดับไหนถึงจะยื่นได้ เพราะทุกๆ ที่กำหนดไม่หมือนกัน ดังนั้นให้ดูภาพรวมแล้วเลือก

นอกจากนี้หลักสูตรยังบังคับให้เรียน TOK (Theory of knowledge) ไม่ต่ำกว่า 200 ชั่วโมง พร้อมกับต้องทำ presentation และเรียงความ 1,500 คำก่อนจบการศึกษา ยังไม่หมดๆ ยังต้องทำเรียงความ 4,000 คำ หรือที่รู้จักในนาม Extended essay (EE) ในหัวข้อที่สนใจ ไม่ใช่หัวข้อง่ายนะ ต้องเป็นหัวข้อที่ต้องทำการค้นคว้าได้ และไม่มีใครเขียนมาก่อน ยังไม่หมด นักเรียนต้องทำ CAS (creativity service action) ด้วย ต้องทำทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 30 แต้ม 1 แต้มเท่ากับ 5

หลักสูตร IB โหดมั้ยล่ะ? แต่น้อยคนที่จะเรียนรอดนะคะ เพราะงานเยอะมาก ไม่อดทน ไม่ขยัน ไม่พยายาม และไม่อ่านหนังสือ ก็จะเรียนไม่รอดอย่างแน่นอน งานเยอะชนิดที่ว่าคนที่เรียนส่วนใหญ่มักจะได้นอนตอนเช้า แต่ข้อดีคือมหาลัยเมืองนอกชอบนักเรียนที่มาจากหลักสูตรนี้ ดังนั้นเวลายื่นเข้ามหาลัย จะมีฟีดแบ็คดีกว่าคนที่ไม่ได้เรียนมาหน่อยนึง แถมยังได้รับการยกเว้นให้ไม่ต้องเรียนบางวิชาหรือระยะเวลาเรียนสั้นลง เช่น 4 ปีจบ อาจเหลือแค่สามปีครึ่งหรือสามปีจบ ขึ้นอยู่กับคะแนนเกรดที่ได้

จริงๆ โรงเรียนเรามีทุนแจกให้เด็กต่างชาติด้วยนะ แต่ !! ขอบอกก่อนว่า ค่าสอบ 30,000 บาท !! ถ้าสอบไม่ติดคืนเงินครึ่งเดียว งงมั้ยล่ะว่าทำไมแพง แค่กระดาษสอบไม่กี่แผ่น และที่สำคัญ ต้องมีคุณสมบัติข้อนี้ก่อนเ​ลยคือ ต้องมาจากโรงเรียนนานาชาติค​่ะ เพราะเค้ากลัวเด็กภาษาไม่แน่นจริง

สำหรับความเป็นอยู่ในสิงคโปร์ เอาตรงๆ เลยนะ เราว่าเราไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ อย่างแรกเลยคือผู้คนไม่ค่อยมีน้ำใจ น้อยมากๆๆๆๆ ที่คนสิงค์โปร์จ​ะมานั่งติวหนังสือให้เรา แบบแข่งกันเรียนอ่ะ เลิกเรียนก็เรียนไปเรียนพิเ​ศษกัน ถ้าไม่ใช่คนชอบเรียน ขยัน ก็ลำบากไง แล้วคนสิงค์โปร์ก็ไม่ค่อยคิ​ดถึงคนอื่น แบบไม่ใจเขาใจเราอ่ะ โรงเรียนที่
นุกอยู่นะ ต่างชาติก็คบกับต่างชาติ สิงค์โปร์ก็คบกับสิงค์โปร์ แล้วทั้งๆ ที่นักเรียนสิงค์โปร์บางคนก็ไม​่ได้สำเนียงดีอะไรมากมาย แต่ชอบหัวเราะสำเนียงภาษาขอ​งคนอื่นอะ ทั้งๆ ที่สำเนียงคนสิงค์โปร์​นี่ห่วยกว่าคนอื่นๆ เลยเหอะ ส่วนตัวที่เราเจอมา คนสิงค์โปร์น้อยมากๆ ที่จะดี (ความเห็นส่วนตัว)​ เอางี้ดีกว่า เรียนมาเกือบจะห้าปี นุกมีคนสิงค์โปร์ที่คุยได้ไม่ถึงห้าคน นอกนั้นมาจากมุมอื่นของโลก 5555

ที่สำคัญ!!!!! สิงค์โปร์นี่ดูเหมือนจะเรีย​นๆ แต่เห็นอย่างนี้เด็กใจแตกไม​่น้อยนะคะ เที่ยวผับเป็นว่าเล่น แต่มันดีกว่าตรงที่เอาตัวรอ​ดได้ และเด็กที่นี่ชอบแบบพลอดรัก​กันที่สาธารณะ เจอบ่อยมากๆ แบบอยู่บน MRT หันไป อ้าว คนจูบกันอย่างดูดดื่ม บางคู่ก็เด็กมาก อยู่ในชุดนักเรียน บางคู่ก็ทำงานแล้ว อย่าแปลกใจ บางคู่นี่แบบสุดๆ อ่ะ แทบอยากจะหันไปบอกว่า ไปหาโรงแรมเถอะ 5555 เพื่อนคนสิงค์โปร์บอกว่า เด็กวัยรุ่นสิงค์โปร์เห็นใส​่แว่นๆ เรียนๆ พวกนี้อะ ตัวดี เก็บกด ตอนกลางคืนนี่แบบโห เด็กเรียนไปไหน ทำไมอยู่บนส้นสูงแล้ว แรงๆ ทั้งนั้น

ความเครียดอีกอย่างของการเรียนที่นี่คือ โรงเรียนที่สิงคโปร์มี Ranking หรือจัดอันดับกันด้วย หลายคนอาจจะคุ้นแต่การจัดอันดับมหาลัย แต่สิงคโปร์มีจัดอันดับโรงเรียนด้วยนะ แล้วพวกโรงเรียนรัฐบาล ต้องสอบเข้าทุกคน แม้แต่เด็กต่างชาติเองก็ต้องสอบ  ถ้าใครได้เรียนโรงเรียนดัง มีชื่อเสียงก็ดี น่าเรียน น่ามา แต่ถ้าสอบเข้าโรงเรียนดีๆ ไม​่ได้ ต้องไปเรียนกับโรงเรียนระดับรองลงมา มีพวกที่ไม่เก่​งๆ อาจารย์ที่สอนก็จะเก่งรองลงมา เพราะอาจารย์ที่เก่งมากๆ ก็ไปสอนที่อื่นของรั​ฐบาลที่เก่งหมด ดังนั้นใครจะมาเรียนสิงคโปร์ แนะนำให้ดู Ranking ของโรงเรียนด้วย ถ้าอันดับไม่ดี เราแนะนำให้เรียนที่ไทยดีกว่า เรื่องนี้สำคัญมากนะ เพราะบางคนถือว่าถ้าเรียนโรงเรียนไม่ดัง ถึงขั้นอายพ่อแม่พี่น้อง

  อีกอย่างคือ โรงเรียนดังๆ ส่วนมากเป็นรัฐบาลด้วย ดังนั้นอย่าหวังสังคมไฮโซ เพราะรัฐบาลที่นี่ไม่เหมือน​บ้านเรา ที่นี่ไม่มีโรงเรียนวัด ดังน้นไม่ว่าจะรวย รวยมาก จนมาก พ่อแม่ติดคุก ทุกคนมีสิทธิ์เรียนที่เดียว​กันได้ แล้วมีสิทธิ์สอบเข้าเข้าโรงเรียนดีๆ ได้ เพราะโรงเรียนที่นี่ ถ้าไม่ใ่ช่อินเตอร์แบบนุกอยู่แล้ว ก็เป็นของรัฐหมด ดังนั้นทุกคนมีสิทธิ์เข้าเร​ียนที่ไหนก็ได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถ​ด้วยนะคะ ส่วนโรงเรียนนุกกำลังแข่งที่จะข​ึ้นมาติดอันดับโรงเรียนดัง กำลังไต่อันดับมาเลย ^^

สุดท้ายก็คงฝากเพื่อนๆ ว่า ก่อนมาก็ควรจะหาข้อมูลดีๆ ฝึกภาษาอังกฤษเยอะ เพราะคนไทยมักจะโดนลดชั้นเรียนเมื่อย้ายมาเรียนที่สิงค์โปร์ และอย่างที่บอก หาข้อมูลของโรงเรียนที่อยากเข้าดีๆ มองถึงอนาคตกว้างๆ ละกันค่ะ

 

ประเทศนิวซีแลนด์

แคท

สวัสดีค่าาาาาาาาา เพื่อนๆ ชาวเด็กดี เราชื่อจุฑามาส หมื่นขันธ์ ชื่อเล่นชื่อ "แคท" นะคะ เพื่อนสนิทเรียกว่าแคท เพื่อนในห้องเรียกจุฑามัส =.='' (ฝรั่งได้อีกน้อ) ตอนนี้เราเรียนอยู่ที่ Auckland Girls' Grammar School แล้วก็เพิ่งจบมาหมาดๆ เองค่ะ โรงเรียนแคทเป็นโรงเรียนหญิงล้วนใจกลางเมืองโอ๊คแลนด์ ที่นิวซีแลนด์ โรงเรียนมีอายุมากกว่า 120 ปี มีจำนวนนักเรียน 1400+ จาก 70 กว่าประเทศทั่วโลกค่ะ ถ้าเดินเข้าไปโรงเรียนอันดับแรกที่จะเจอคือตัวอาคารเรียน (A block) สำหรับแคทแล้ว..มันให้รู้สึกเหมือน Harry Potter นะ.. แต่ถ้าวันไหนมีฝนตกแล้วมันมืดๆ ล่ะก็ มันก็จะทำให้เรารู้สึกเหมือนเราอยู่ปราสาทร้าง

การเรียนที่นี่เป็นเรื่องที่ทรหดมากกกกกกกกกสำหรับแคท เพราะภาษาอังกฤษมันเป็นภาษาที่สองของเรา กว่าจะเรียนเข้าใจ กว่าจะปรับตัวเข้ากับมันได้ก็ต้องใช้เวลาพอควร บวกกับความที่ว่าแคทเป็นคนไม่ค่อยพูดด้วย (อยู่ไทยก็พูดน้อย) แต่พอผ่านมาปีที่สองมันก็เริ่มเข้ารูปเข้ารอยค่ะ ภาษาอังกฤษก็พัฒนามาบ้าง มีเพื่อนมากขึ้น

ที่แล้วแคทเรียนแผนวิทย์-คณิตธรรมดานี่แหละค่ะ แต่พอมาปีนี้เรารู้แล้วว่าเราจะเรียนอะไรในมหาลัย เราอยากเป็นอะไร ก็ลงมันไปเลยค่ะ อังกฤษ เลข ฟิสิกส์ เคมี แล้วก็เทคโนโลยีอาหาร แต่ที่ไม่ชิลก็คือ ฟิสิกส์กับเคมีนี่แหละ เพราะเราไม่มีเบสิกมาก่อน เรียนไปก็ใช่ว่าจะเรียนดีนะ งงตั้งแต่ต้นจรดปลาย แล้วแคทก็เลยกลายเป็นแกะดำในคลาสเคมีกับฟิสิกส์ไปเลยค่ะ แคทเกลียดเคมีมาก เพราะมันต้องจำเยอะ อะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องจำหมด อาจารย์ก็สอนซัก 10/50 นาที นอกนั้นก็ให้งาน ให้ "โฮมเวค" (สำเนียงอาจารย์) นักเรียนสอบไม่ผ่าน อาจารย์ก็ได้แต่พูดว่า "I'm very disappointed!!''อ้าวววววว จิ๊บหายล่ะสิ ส่วนฟิสิกส์นี่ก็พอไปไหวค่ะ มี e-book ในเว็บนะ เอ้า...ไปโหลดมา การบ้านวันนี้ make notes นะ อ้าวววววก็ทำมาส่ง แล้วก็พอจะเดาออกล่ะค่ะ ว่าอาจารย์ทั้งสองไม่ค่อยชอบแคท แต่เห็นแคทเป็นแบบนี้ ผลสอบออกมาก็ได้ Merit กับ Excellent นะ (ฟลุ๊คเว่อร์) แต่ยังไงเราก็เป็นแกะดำในสายตาอาจารย์อยู่ดี :(

กับเรื่องเพื่อน..ตอนมาแรกๆ แทบจะไม่มีเพื่อนค่ะ มีก็มีแต่พวกเกาหลี จีน ญี่ปุ่น คือ...เค้าก็พูดแต่ภาษาของเค้าล่ะนะ ถ้าเราไม่สนใจภาษาเค้า ก็อย่าหวังเลยว่าเราจะได้เค้าเป็นเพื่อน อีกอย่างพวกเค้าก็ไม่ได้สนใจภาษาไทยอะไรเลย แต่พอมาปีที่สอง แคทก็มีกลุ่มของแคทเอง  ทีนี้เริดกว่าเดิม มีเวียดนาม จีน บราซิล อัฟกานิสถาน เขมร ญี่ปุ่น คืออยู่ด้วยกันก็ตกลงกันว่าต้องพูดภาษาอังกฤษนะ (เพื่อนส่วนใหญ่ก็พูดอังกฤษปร๋อทั้งนั้น)แต่ก่อนเคยคิดนะว่า..มานิวซีแลนด์ทั้งที เราต้องมีเพื่อนเป็นคนกีวีก็คือพวกฝรั่งผมบลอนด์ ตาสีฟ้า จมูกโด่งๆ โอ้ยยยยฝันไปเถอะค่ะ ถ้าเราไม่เข้าหาพวกนั้น ก็ไม่มีทางที่เค้าจะมาหาเรา บางทีเค้ารังเกียจเอเชียตาดำๆ อย่างเราซะด้วยซ้ำ แคทก็เลยมีเพื่อนที่เป็นกีวี-เอเชียน (คนเอเชียเกิดที่นี่) แล้วก็พวก Polynesian (ซามัว ตองกา เมารี ฟิจิ) อินเดีย แล้วก็แอฟริกันเยอะมาก คือแคทคบใครก็ได้อ่ะค่ะ ขอให้เค้าพูดอังกฤษชัด แล้วก็ช่วยเหลือเราได้ ในบางครั้ง...เค้าก็ขอความช่วยเหลือเราเรื่องวิชาเลข (โหยยยยย ห่วยแตกพอกันแหละค่ะ) บางครั้งขอขอยืมโน้ตบ้างล่ะ ถามการบ้าน มาเซย์ไฮเราแล้วก็ไปแอดเราใน Facebook - -" เออ..แบบนี้ก็มีนะ

"ไฮสคูลหญิงล้วน" ชื่อมันแลดูหรู ไฮโซ โก้ แต่สำหรับแคทแล้วมันเป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก ออกจะรำคาญด้วยซ้ำ ตอนเช้าๆ เดินไปโรงเรียน พอหยุดตรงไฟจราจร แคทก็มักจะได้ยินเด็กมันตะโกนเรียกเพื่อนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม Christine!!!! Taylor!!!! แคทรู้สึกว่าแบบ ...นี่ ไปเจอกันที่โรงเรียนก็ได้นะหนู อายชาวบ้านเค้ามั่ง มายืนตะโกนอะไรขนาดนี้

พอยืนรอหน้าห้องเรียน ก็จะได้ยินเสียงผู้หญิงคุย ซุบซิบกันโน้นนี่ เรื่องผู้ชายมั่งล่ะ / คุยกับใครบนเฟสบุค / อุ๊ย ฉันไปตัดผมมานะ / อุ๊ย เธอปัดมัสคาร่ามาด้วยหรอ? โอ้ยยยยยยยยย ขี้หูขี้ตาอะไรก็ชมกันไปโหม๊ดดดดดด ... ถ้าถามว่ามีเรื่องทะเลาะตบตีกันมั้ย? เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีเลยค่ะ เพราะถ้ามีเค้าก็จะเชิญไป have a cup of tea กับผ.อ.โดยตรง 555+ (หนึ่งชั่วโมงต่อมาทางโรงเรียนอาจจะโทรเเจ้งผู้ปกครองให้ทราบ)

ส่วนเรื่องแบ่งกลุ่มแล้ว..มันมีแน่นอนค่ะ อย่างเช่น เด็ก Polynesian จะเหยียดเด็กเอเชีย / เด็กเอเชีย (ที่อยู่ที่นี่นานแล้ว) เหยียดเด็กเอเชียที่มาใหม่ / หรือแม้แต่เด็กเอเชียที่เหยียดเด็กเมารีก็มีเยอะค่ะ ... แต่แคทชินแล้วล่ะ ถ้าเราไม่ไปยุ่งอะไรกับเค้า เค้าก็ไม่มายุ่งกับเรา ส่วนคำว่า "เชิดหยิ่ง" ยกโล่ให้ "เด็กกีวี" ผมบลอนด์ ตาน้ำข้าวไปเลยค่ะ พวกเค้าจะมีกลุ่มของเค้า เค้าจะไม่มายุ่งกับเด็กเอเชีย (ยกเว้นคาบวิชาคณิต -..-" ) ส่วนเราก็จะไม่ไปยุ่งกับเค้าเช่นกัน ดังนั้นคำว่า "เพื่อนคนกีวี" ของแคทคือเป็นใครก็ได้ค่ะ ขอให้เขาพูดภาษาอังกฤษได้เหมือนเจ้าของภาษา

 

6 คำคมโดนๆ ที่เด็กนอกฝากถึงเด็กไทย

โอกาสดีๆ ไม่ใช่ว่าจะเดินเข้ามาหาเราได้เสมอไป แต่เราต้องออกตามหาโอกาสนั้นด้วยตัวเราเอง 
เมื่อได้มันมาแล้ว ถ้าอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร มันก็จะเดินจากเราไป


แพร : เกาหลีใต้ จากเรื่อง  'แพร' นักเรียนไทยที่กลายเป็นดาราเกาหลี !

 

การที่เราวิ่งเข้าหาบางสิ่งมากเกินไป พอมันไม่เป็นไปแบบที่คิดมันก็เจ็บปวดเป็นธรรมดา 

ฟ้า : นอร์เวย์
 จากเรื่อง เมื่อถูกส่งตัวไป "นอร์เวย์" แต่พูดภาษานอร์เวย์ไม่ได้สักคำ !

ที่ประเทศไหนๆ ก็ตาม เราอย่าไปวาดหวังจนสวยหรูเกินไป 
ขอให้เผื่อใจไว้บ้าง มองเค้าตามสภาพความเป็นจริง
 

อีฟ : อังกฤษ
 จากเรื่อง เผยโฉม "ลอนดอน" ... ผู้ดีอังกฤษหยิ่งจริงหรือไม่ ??

 

เสื้อผ้า รองเท้า สิ่งของอะไร ถ้าเราไม่ได้เตรียมไป เราสามารถซื้อใหม่หรือขอยืมใครๆ ก็ได้
แต่ “ใจที่เข้มแข็ง” เมื่อเราไม่ได้เตรียมไป เราไม่สามารถหาซื้อหรือยืมใครๆ ได้

เตย : อเมริกา จากเรื่อง เมื่อเด็กไทยได้เข้าร่วมทีมเชียร์ลีดเดอร์ที่อเมริกา !

 


ไม่ต้องตั้งเป้าว่าเราจะต้องได้เกรดดีๆ พูดภาษาได้คล่อง 
ให้รู้ไว้ว่าเรามาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์

เก๊ะ : นอร์เวย์ จากเรื่อง 'นอร์เวย์' เมื่ออากาศหนาวเย็นจนเย็นชา..

 

อย่ามาเพราะคุณคิดว่ามันจะสบายแบบเมืองไทย ฝรั่งเขาใช้ชีวิตแบบเอาตัวรอด 
และอย่าใช้เหตุผลที่จะมาที่นี่แบบหนังหนีตามกาลิเลโอ

มีน : อังกฤษ จากเรื่อง ชีวิตไฮสคูลชายล้วน ถึงเพื่อนแกล้งแต่ไม่กลัว !

 

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเป็นการศึกษาไทยที่ไหน ผู้เรียนย่อมเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด

ขอให้โชคเข้าข้างคุณ

May the odds be ever in you favor.

 

 

บรรณานุกรม

www.dek-d .com

1] สถิติข้อมูลส่วนใหญ่คือสถิติในปี 2550-2553 ได้มาจากเว็บไซท์ของหน่วยงานเช่น IMF WORLD BANK, CIA FACT BOOK, WIKIPEDIA และแหล่งต่างๆ สถิติจำนวนหนึ่งอ้างไว้อยู่ในสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สภาวการณ์การศึกษาไทยในเวทีโลก พ.ศ. 2550 สกศ.2552

*หมายถึง กลุ่มประเทศที่เข้าร่วมโครงการ WORLD EDUCATION INDICATOR  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศรายได้ปานกลางที่อยู่

นอกกลุ่ม OECD กลุ่มของประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีรายได้สูง

หมายเหตุ : ผู้วิจัยเข้าใจว่าตัวเลขเงินเดือนครูข้างต้นน่าจะเป็นเงินรายได้ต่อปี ไม่ใช่ต่อเดือน การคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยค่าครอง

ชีพของแต่ละประเทศ จะปรับให้ประเทศที่มีค่าครองชีพต่ำ เช่นไทย มีตัวเลขรายได้สูงขึ้น และประเทศที่มีค่าครองชีพสูง เช่นกลุ่ม ประเทศ OECD จะถูกปรับให้ต่ำลงเพื่อให้เปรียบเทียบกันได้อย่างใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายจริง ตัวเลขในสถิตินี้เป็นตัวเลขที่คำนวณแบบ ถ่วงน้ำหนักด้วยค่าครองชีพของแต่ละประเทศแล้ว ไม่ใช่ตัวเลขรายได้เป็นจำนวนเงินที่ครูได้รับจริง

[3]2 WWW.PISA.OECD.ORG

[4]3 WWW.MCKINSEY.COM

4[5]WWW.IMD.ORG

5[6]WWW.WEFORUM.ORG

6[7]http:// hdr.undp.org/hdr2009/statistics/

7[8]WWW.WIKIPEDIA.ORG/WIKI/EDUCATION-INDEX

8[9]WWW.WIKIPEDIA.ORG LIST OF COUNTRIES BY LITERACY RATE

9[10]อ้างไว้ในสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สรุปผลการดำเนินงาน 9 ปี ของการปฏิรูปการศึกษา (พ.ศ.2542-2551) สกศ. 2552

10[11]คมชัดลึก 25 มีนาคม 2552

11[11]ข้อมูลในบทนี้สรุปมาจาก วิทยากร เชียงกูล การสังเคราะห์ผลการวิจัยการปฏิรูปการศึกษาของประเทศฟินด์แลนด์ นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา   สหราชอาณาจักร จีน เกาหลีใต้ เวียตนาม และไทย . สสส. 2553

 

 

 

 

 

นางสาว จุฑามาศ ดวงโกศล

edit @ 5 Aug 2013 11:07:50 by DooDuPorPoa

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet